thansettakij
thansettakij
วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ยึดวินัยการเงินสร้าง‘มั่นคง’

วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ยึดวินัยการเงินสร้าง‘มั่นคง’

10 ก.ค. 59 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.ค. 59 | 14:09 น.
“ผมจะสร้างบริษัท มั่นคงเคหะการ ให้มีความมั่นคงสมกับชื่อ ทั้งด้านการเงิน และรายได้ ภายใต้การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย ด้วยการพัฒนาในกรอบวินัยทางการเงิน”

จากนักการเงิน “วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์” ปัจจุบันผันมาสวมบทนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอีกหนึ่งสถานะ เมื่อกลุ่ม “สุเทพ วงศ์วรเศรษฐ์ “ เข้าซื้อหุ้นบริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด(มหาชน) จากตระกูลตั้งมติธรรมและกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2558 ที่ผ่านมานั้น

กลยุทธ์แรกที่นำมาใช้คือการร่วมทุนกับบริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) ในลักษณะการแลกหุ้นกัน นอกจากจะได้ธุรกิจเช่า ที่ประกอบไปด้วยโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า เข้ามาเสริมขาธุรกิจบริษัท มั่นคงฯให้แข็งแกร่งขึ้น มีครบทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย และเช่า ลดความเสี่ยง และยังได้ทีมบริหารที่มีความชำนาญจากพรอสเพค เข้ามาเสริมทัพ เมื่อบวกกับทีมบริหารด้านอสังหาฯ ที่ได้มืออาชีพอย่าง “ดุษฎี ตันเจริญ” จากแสนสิริ มาร่วมงาน ยิ่งทำให้บริษัท มั่นคงฯ มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกกลยุทธ์หนึ่ง ลดสะสมที่ดินเปล่า เขามองว่าที่ผ่านมาบริษัท มั่นคงฯมีที่ดินเปล่าเก็บไว้มากเกินไป เพราะที่ดินเปล่าในงบดุลไม่มีผลตอบแทน จะมีรายได้ต่อเมื่อนำที่ดินเปล่ามาพัฒนาหรือขายไป

“วันนี้การเงินหรือทุนเราพร้อม คนก็พร้อม คิดว่าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ไปเน้นทำในสิ่งที่เราถนัดและมีความชัดเจน โดยเฉพาะบ้านราคา 2-5 ล้านบาท ทั้งนี้จะมุ่งขายบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์เป็นหลัก ในกรุงเทพฯและปริมณฑล คิดว่าน่าจะได้รับการตอบสนองที่ดี เห็นได้จากผลการดำเนินงานปี 2558 ที่ผ่านมา เฉพาะยอดขายที่พักอาศัยสูงเกินกว่าเป้าหมายและมากกว่าปี 2557 ประมาณ 2,500 ล้านบาท”

จนถึงขณะนี้การจัดการและบริหารในบริษัท มั่นคงฯ เดินหน้าไปได้ระดับหนึ่ง ธุรกิจก็มีทั้งพัฒนาที่อยู่อาศัย และโรงงานให้เช่า ถือว่าธุรกิจมีความหลากหลายมากขึ้น แต่หัวใจหลักก็ยังคงเป็นการขายบ้าน เพราะบริษัท มั่นคงฯ อยู่ในธุรกิจนี้มานานถึง 30 ปี ที่ผ่านมาทางผู้บริหารเดิมและผู้ก่อตั้งได้สร้างฐานมาดีมาก ก็ยินดีรับไม้ต่อ และพยายามจะสร้างบริษัทให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก ฉะนั้น จึงคิดว่าการขายบ้านยังคงเป็นตัวนำ แล้วจะตามมาด้วยธุรกิจที่มีค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน คลังสินค้า และธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ที่จะมีเข้ามาเสริม

แต่ละธุรกิจมีวัตถุประสงค์และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน อสังหาริมทรัพย์คือ การไปสร้างโครงการใหม่ในที่ใหม่ๆ ก็มีความเสี่ยง เช่น คอนโดมิเนียม ธุรกิจนี้เหมือนเยสหรือโน เพราะกว่าจะรับรู้รายได้บาทแรกต้องใช้เวลา 2 ปี ดังนั้น การที่จะทำธุรกิจคอนโดมิเนียมก็ต้องสร้างฐานให้แข็งแกร่งก่อน มีโนว์ฮาว ก็ต้องมองหาธุรกิจอื่นที่มีความถนัด และเสี่ยงน้อยกว่า มีรายได้สม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงของบริษัท จึงหาธุรกิจที่มีค่าเช่ามาเสริม

“ผมนำประสบการณ์จากธุรกิจด้านการเงินเข้ามาจับ เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาเรื่องการเงินเป็นหลักเช่นกัน หลังจากมีการควบรวมกับบริษัท พรอสเพคฯ ทำให้บริษัท มั่นคงฯมีทุนกว่า 6,000 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าในการจัดอันดับบริษัทนี้ จะได้เกรด BBB ส่วนหนี้สินกับส่วนทุนไม่เกินอัตรา 1 ต่อ 1 แปลว่าเราต้องจัดระบบทางธุรกิจ การสร้างบ้านขายต้องใช้ทุนเท่าไร ต้องใช้หนี้เท่าไร ต้องมีสินค้าในสต๊อกหรือทรัพย์สินเท่าไร รวมถึงที่ดินเปล่าทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบการเงินที่บังคับ เพื่อให้บริษัทนี้มีความมั่นคงด้านการเงิน ด้านรายได้”

โดยวางแผนธุรกิจว่าภายใน 5 ปีข้างหน้ายอดขายบ้านจาก 2,500 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาท หรือเติบโตปีละ 15% ขณะที่รายได้จากการเช่า ให้กำไรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจการเช่า ถ้าทำได้ตามที่กล่าวมา ผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นต้องดีขึ้นกว่าเดิม โดยตั้งเป้าไว้ประมาณ 15% ของทุน

เขายังได้เล่าถึงสไตล์การบริหารว่า..จะเป็นโค้ช ปล่อยให้ทีมงานทำไป เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพ แต่จะมีการพูดคุยถึงแนวทางของบริษัท ไม่ใช่นั่งดูข้างสนามอย่างเดียว โดยใช้จุดแข็งเรื่องการลงทุน การบริหารความเสี่ยงเข้าไปจับ เพื่อบรรลุเป้าหมายทำ “มั่นคงฯ”ให้มั่นคงมากขึ้น!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business