
เอกชนรัดเข็มขัด สู้สินค้าราคาพุ่ง งัดสารพัดวิธี ลดสต็อก
วิกฤตโลกดันราคาน้ำมันพุ่ง ถีบต้นทุนการผลิต ขนส่งและบริการโตไม่หยุด พาณิชย์เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้ม 3 กลุ่มสินค้า ภาคเอกชนเร่งปรับกลยุทธ์ลดสต็อกใช้ Data-AI คุมค่าใช้จ่าย พร้อมจี้รัฐบาลดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานด่วน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเผชิญปัญหาราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก
- กลยุทธ์หลักที่หลายบริษัทนำมาใช้คือการลดการสต็อกสินค้าให้เหลือน้อยที่สุด และปรับเปลี่ยนเป็นการผลิตตามคำสั่งซื้อ (Make-to-Order) เพื่อลดภาระต้นทุนการจัดเก็บ
- มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูล (Data/AI) มาช่วยวิเคราะห์เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การวางแผนเส้นทางขนส่ง และการบริหารจัดการซัพพลายเออร์
- ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกที่จะแบกรับต้นทุนไว้เองโดยการลดกำไร หรือปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเพียงบางรายการที่จำเป็น เพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้
ช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ปี 2569 ตลาดพลังงานไทยเผชิญแรงกดดันจากราคานํ้ามันดิบโลก และวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคานํ้ามันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา (กรกฎาคม-ตุลาคม 2569) ราคานํ้ามันขายปลีกมีการปรับขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวม 4 เดือนพบว่าอัตราการปรับราคานํ้ามันเป็นการปรับขึ้นมากกว่าลดลงถึง 3 เท่า ส่งผลให้ราคานํ้ามันแต่ละชนิดปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
แนวโน้มราคานํ้ามันทรงตัวในระดับสูง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ราคานํ้ามันในตลาดโลกมีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในลักษณะ New Normal หรืออาจปรับตัวสูงขึ้นอีก เนื่องจากความขัดแย้งและการรบในพื้นที่ตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงหรือตกลงกันได้ในเร็ววัน
ส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ประมาณ 3% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ดีในระดับประมาณ 3.7% ภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่มูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวปรับตัวสูงขึ้น ช่วยชดเชยรายได้รวมของประเทศ
เฝ้าระวังเข้ม 3 กลุ่มสินค้า
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลราคาสินค้าเนื่องจากนํ้ามันคิดเป็น 40% ของต้นทุนขนส่ง โดยจัดหมวดหมู่ติดตามสินค้าและบริการ ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.Sensitive List (17 รายการ-ติดตามทุกวัน): อาทิ หมูชำแหละ, ไก่สด, ไข่ไก่, ปุ๋ย, อาหารสัตว์, นํ้ามันพืช, นํ้าตาล, ข้าวสารถุง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, เหล็ก, นํ้ามันดีเซล, นมสด และเม็ดพลาสติก
2.Priority Watch List (6 รายการ - ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้ง): อาทิ อาหารปรุงสำเร็จ, นมผง, ยาปราบศัตรูพืช, เหล็กแผ่นรีดร้อน และเครื่องฟอกอากาศ
3.Watch List (196 รายการ - ติดตามทุก 15 วัน): อาทิ เนื้อโค, ปลาทู, สบู่, ซีอิ๊ว, แก๊สหุงต้ม และชุดนักเรียน
“สถานการณ์ราคานํ้ามันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นรอบใหม่จากปัญหาสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง และปัญหานํ้าท่วม ทำให้กรมการค้าภายในปรับเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลราคาสินค้าและบริการที่จำเป็น เนื่องจากนํ้ามันมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของต้นทุนในระบบขนส่ง รวมทั้งสินค้าจำเป็นบางรายการยังมีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคานํ้ามัน และวัตถุดิบนำเข้า ทั้งนี้ กรมยังไม่ได้รับสัญญาณขอขึ้นราคาจากผู้ผลิต และได้ขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้าเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน”
จี้รัฐแก้ปัญหากองทุนนํ้ามัน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนมาผลิตตามคำสั่งซื้อ (Make-to-Order) และลดสต็อกให้เหลือน้อยที่สุด (No Stock) เพื่อลดภาระจัดเก็บและดอกเบี้ยในช่วงตลาดต่างประเทศชะลอตัวปัจจุบันภาคขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่พึ่งพารถบรรทุก ร่วมกับค่าระวางเรือที่สูงกว่าปกติ 3-5 เท่า ขณะที่ต้นทุนพลังงานมีสัดส่วน 5-20% ของต้นทุนรวม และอาจสูงถึง 30-40% ในโรงงานห้องเย็น
สำหรับมาตรการลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 และ B20 นายวิศิษฐ์ มองว่าช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้พืชเกษตรและลดราคาเบนซินได้ราว 1 บาทกว่า/ลิตร แต่ช่วยภาคขนส่งได้จำกัดเพราะรถบรรทุกใช้ดีเซลเป็นหลัก อีกทั้งกองทุนนํ้ามันฯ ที่ติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท ยังเป็นอุปสรรคต่อการลดราคาขายปลีก ส่วนแนวคิดนำเงินปันผล ปตท. 6,000-7,000 ล้านบาทมาช่วย ก็บรรเทาได้เพียงบางส่วนเมื่อเทียบกับการขาดดุลนำเข้านํ้ามันที่สูงเกิน 1 ล้านล้านบาทในปีนี้
SME แบกรับขาดทุนจ่อปรับราคา
ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เผยข้อมูลผลสำรวจ สสว. พบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 50.4% คาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้า โดย 11.7% ชี้ว่าเกิดจากราคาพลังงาน และอีก 11.7% เกิดจากค่าขนส่ง สำหรับต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและนํ้ามันเชื้อเพลิง ถือเป็นภาระที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการหลายประเภท
ทั้งธุรกิจที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ธุรกิจบริการ และกิจการที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้า เมื่อราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ต้นทุนจึงอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า โดยข้อมูลสำรวจยังพบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 7.3% ระบุว่าภาระค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก และอีก 39.9% ระบุว่าอยู่ในระดับปานกลาง
“ผู้ประกอบการแต่ละรายเลือกวิธีรับมือแตกต่างกัน โดย 21.7% เลือกปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่ 11.2% เลือกลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า และอีกส่วนหนึ่งเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายหรือเจรจากับคู่ค้า แนวทางดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างรายได้ กำไร และยอดขาย หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการบางส่วนจะต้องทยอยปรับราคาสินค้าและบริการ”
เอกชนปรับกลยุทธ์ ใช้ Data คุมต้นทุน
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า ภาคการค้าเผชิญแรงกดดันทั้งจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและต้นทุนพลังงานที่ดันราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกสูงขึ้น จนร้านค้ารายย่อยและร้านอาหารจำนวนมากต้องปิดกิจการ นอกจากนี้ การอุดหนุนพลังงานจนกองทุนนํ้ามันฯ ติดหนี้เกือบแสนล้านบาท ร่วมกับการตรึงราคาสินค้าที่เข้มงวดเกินไป อาจทำให้ผู้ผลิตลดการส่งสินค้าจนเกิดภาวะขาดแคลน
ด้านการขนส่ง ผู้ให้บริการต้องรอสินค้าเต็มรถ 10 ล้อก่อนออกเดินทาง ทำให้ระยะเวลาส่งเพิ่มขึ้นจาก 5 วัน เป็น 10-15 วัน และรอบขนส่งลดลงจาก 12 รอบ เหลือ 8 รอบต่อปี ส่งผลให้สินค้าเติมเข้าตลาดล่าช้า
“ตั้งงี่สุนจึงปรับตัวโดยใช้ Data วิเคราะห์ความคุ้มค่าของซัพพลายเออร์ เลิกเก็บสต็อกที่ไม่จำเป็น ขยายระยะเวลาระบายสินค้าเป็น 2–4 เดือน และใช้จุดแข็งของร้านค้ารายใหญ่ทำหน้าที่เป็นคลังสินค้าสำรองช่วยกระจายสินค้าให้รายย่อย พร้อมตัดลดค่าใช้จ่ายภายในแต่คงการจ้างงานไว้ตามหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
ซัพพลายเออร์ปรับค่าขนส่ง
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานอย่างมาก โดยเฉพาะราคานํ้ามันเชื้อเพลิงที่ส่งผ่านไปยังค่าขนส่งวัตถุดิบ ปัจจุบันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ประมาณ 42-43 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ปรับขึ้นค่าขนส่งมาแล้วประมาณ 10-15% และมีแนวโน้มปรับเพิ่มอีกประมาณ 10% ซึ่งหากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นรวมแล้วประมาณ 20-30%
ภาระดังกล่าวทำให้ร้านอาหารต้องรับต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส และค่าดำเนินงาน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องคำนวณต้นทุนอาหาร (Food Cost) ใหม่เป็นรายเมนู โดยพิจารณาโครงสร้างต้นทุนจริง แทนการปรับขึ้นราคาพร้อมกันทั้งร้าน อย่างไรก็ตาม การปรับราคาต้องคำนึงถึงกำลังซื้อของผู้บริโภค เพราะหากขึ้นราคาทั้งร้านอาจทำให้เสียฐานลูกค้า ผู้ประกอบการจึงมีแนวโน้มปรับขึ้นเฉพาะบางเมนูที่มีต้นทุนสูงขึ้นจนแบกรับไม่ไหว พร้อมควบคุมค่าใช้จ่ายภายในร้านอย่างเข้มงวด
เสนอใช้ AI-BIM คุมต้นทุนก่อสร้าง
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ราคานํ้ามันที่สูงขึ้นส่งผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ค่าขนส่งวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิงเครื่องจักร ต้นทุนการผลิตวัสดุที่ใช้พลังงานสูง ไปจนถึงวัสดุที่มีส่วนประกอบจากปิโตรเคมี เช่น ท่อ PVC ฉนวนบางชนิด สี และวัสดุตกแต่ง
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลรวมจากทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ภาวะตลาด และพลังงาน โดยแบ่งตามหมวดหมู่ดังนี้ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีตเพิ่มขึ้น 9.2% หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประประปาเพิ่มขึ้น 13.3% หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆเพิ่มขึ้น 19.8%หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กลดลง 0.8%
สำหรับทางออกสำคัญ คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ควบคุมต้นทุนและตรวจสอบงานก่อสร้าง โดย AI สามารถช่วยตรวจ BOQ (Bill of Quantities) เปรียบเทียบปริมาณวัสดุกับแบบ วิเคราะห์ราคาจัดซื้อ และติดตามงานผู้รับเหมาเพื่อป้องกันการเบิกงวดงานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง สำหรับรายเล็กที่ไม่มีงบลงทุนระบบ BIM สามารถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพและวิดีโอหน้างานระบุเวลา/ตำแหน่ง แล้วใช้ AI ช่วยจัดหมวดหมู่ตรวจหาความผิดปกติก่อนให้วิศวกรยืนยัน ซึ่งมีต้นทุนตํ่ากว่า
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณาใช้วัสดุทดแทนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคานํ้ามันและปิโตรเคมี โดยต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนตลอดอายุการใช้งานก่อนนำมาใช้งานจริง
แนะบริหารพลังงานก่อนขึ้นราคา
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า เปิดเผยว่า ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะรถนำเที่ยว การขนส่ง โรงแรม และบริการที่เกี่ยวข้อง หากประเมินกรณีต้นทุนพลังงานและขนส่งคิดเป็น 20% ของต้นทุนทั้งหมด และต้นทุนดังกล่าวปรับขึ้น 15% จะส่งผลให้ต้นทุนรวมของธุรกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 3% (ไม่รวมผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ)
ผลกระทบสำคัญคือความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของประเทศ เนื่องจากธุรกิจนำเที่ยวมีการขายแพ็กเกจล่วงหน้าให้คู่ค้าต่างชาติ จึงไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที ซึ่งการปรับขึ้นราคาควรเป็นมาตรการสุดท้าย ภาคเอกชนจะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเป็นลำดับแรก เช่น วางแผนเส้นทางขนส่ง ลดการใช้พลังงาน บริหารอัตราการใช้รถ และเจรจากับพันธมิตร พร้อมเสนอให้ภาครัฐช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและช่วยเหลือ SMEs เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ ผู้ช่วยประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สถานการณ์ต้นทุนพลังงานปี 2569 เป็นแรงกดดันสำคัญ ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดจากพลังงานทุกประเภทเพิ่มขึ้นพร้อมกัน แต่เกิดจากนํ้ามันและต้นทุนทางอ้อม สำหรับแผนปรับตัวแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะสั้น บริหารต้นทุนและใช้เทคโนโลยีช่วย ระยะกลาง ลงทุนระบบประหยัดพลังงาน พลังงานสะอาด และ Data/AI ระยะยาว พัฒนาระบบท่องเที่ยวที่ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าแก่ SMEs เพื่อการลงทุนด้านประหยัดพลังงาน และดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศ







