
ซีพีแรม แจงปมจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ ย้ำพันธุ์ดั้งเดิมปลูก-ขายได้ตามปกติ
ซีพีแรมชี้แจงกรณีจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ย้ำไม่ครอบคลุมกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในไทย เกษตรกรและประชาชนยังปลูก กิน ซื้อขายได้ตามปกติ เผยพัฒนาพันธุ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กว่า 10 ปี
KEY
POINTS
- ซีพีแรมชี้แจงการจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารของบริษัท ไม่ได้เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์
- การคุ้มครองสิทธิ์ครอบคลุมเฉพาะ 4 สายพันธุ์ใหม่เท่านั้น ไม่กระทบต่อกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนและเกษตรกรยังสามารถปลูกและซื้อขายได้ตามปกติ
- สายพันธุ์ใหม่เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัท
นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่า การจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท ไม่ได้ดำเนินการเพื่อประกอบธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์กะเพรา และไม่ได้ครอบคลุมกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเทศไทย
ซีพีแรมแจงปมจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์
ประเด็นสำคัญที่ต้องการทำความเข้าใจคือ การคุ้มครองสิทธิครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศ เกษตรกร ประชาชน ผู้ค้า และร้านอาหารยังสามารถปลูก ซื้อขาย และนำกะเพราพันธุ์ทั่วไปมาประกอบอาหารได้ตามปกติ
นายวิเศษกล่าวว่า ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ท้องถิ่น โดยจากการรวบรวมพบมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งยังสามารถปลูกและพัฒนาต่อยอดได้ การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก ไม่ได้ทำให้พันธุ์เดิมหายไปหรือทำให้เกษตรกรต้องเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ของบริษัท
พัฒนากะเพรากว่า 10 ปี เน้นคุณภาพอาหารและผลผลิตเกษตรกร
นายวิเศษระบุว่า บริษัทเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกะเพรามากว่า 10 ปี จากประสบการณ์ผลิตข้าวกะเพรา ซึ่งพบว่ากะเพราแต่ละพันธุ์มีกลิ่น รสชาติ และลักษณะใบแตกต่างกัน จึงนำไปสู่การวิจัยเพื่อพัฒนาพันธุ์ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร
สำหรับผู้บริโภค บริษัทให้ความสำคัญกับกลิ่นและรสกะเพราที่ชัดเจน รวมถึงขนาดใบที่เหมาะสมกับการปรุงอาหาร เนื่องจากใบขนาดเล็กอาจหดและม้วนตัวเมื่อผ่านความร้อนจนมองเห็นได้น้อยลง ส่วนในมุมเกษตรกร ขนาดใบและน้ำหนักผลผลิตเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตต่อแปลงและโอกาสสร้างรายได้
การพัฒนากะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 โดยนายวิเศษอธิบายว่า การยื่นขอจดทะเบียนต้องเป็นพันธุ์พืชใหม่ ไม่ใช่การนำพันธุ์กะเพราที่มีอยู่ทั่วไปมายื่นขอสิทธิ
โดยมองว่า การพัฒนาพันธุ์พืชเป็นกระบวนการปกติในประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีขึ้น ต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ และมีคุณภาพสม่ำเสมอ สอดคล้องกับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นครัวของโลก
ใช้ในห่วงโซ่ผลิตอาหาร ไม่ได้ขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป
นายวิเศษกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพรา 4 สายพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป แต่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณลักษณะเหมาะสมกับอาหารของบริษัท โดยการเพาะปลูกอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทานของซีพีแรมและเครือข่ายเกษตรกรที่ร่วมเพาะปลูก
บริษัทมีทั้งแปลงต้นแบบและการทำงานร่วมกับเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งเกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องพันธุ์และวิธีเพาะปลูก ก่อนส่งผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน การมีแหล่งปลูกใกล้โรงงานช่วยให้สามารถส่งกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้รวดเร็ว “ที่เรียกว่าคู่ชีวิตก็คือ เราอยู่ได้ด้วยเขา เขาอยู่ได้ด้วยเรา เราก็ไปด้วยกัน” นายวิเศษกล่าว
นอกจากนี้ การพัฒนาพันธุ์ยังต้องทำควบคู่กับการจัดการแปลงและวิธีเก็บเกี่ยว โดยเกษตรกรมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน บริษัทระบุว่า จากประสบการณ์ในระบบการปลูกของเครือข่าย สามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่พันธุ์เดิมบางกรณีเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8-9 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตขึ้นอยู่กับทั้งพันธุ์ สภาพแปลง และวิธีจัดการเพาะปลูก ไม่ใช่ชื่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว
ย้ำคุ้มครองงานวิจัยต้องสร้างประโยชน์ร่วมกัน
สำหรับข้อกังวลเรื่องเกสรจากแปลงปลูกอาจผสมกับกะเพราในพื้นที่อื่น นายวิเศษอธิบายว่า การฟุ้งกระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น เมล็ดที่ได้อาจเกิดการกลายพันธุ์ โดยระบุว่าการนำเมล็ดที่เกิดจากการผสมดังกล่าวไปปลูกไม่ได้ถือเป็นการละเมิดสิทธิแต่อย่างใด
นายวิเศษกล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาต้องใช้บุคลากร งบประมาณ เวลา และความเชี่ยวชาญ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับการยอมรับและมีแรงจูงใจลงทุนต่อเนื่อง แต่สิทธิดังกล่าวมีขอบเขต เงื่อนไข และระยะเวลา ไม่ได้ครอบคลุมพันธุ์พืชทุกชนิดโดยไม่จำกัด
ทั้งนี้ การพัฒนาพันธุ์พืชไม่ควรจำกัดประโยชน์ไว้กับผู้วิจัยเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผู้บริโภค เกษตรกร ชุมชน และประเทศ โดยงานวิจัยควรสร้างมูลค่าเพิ่มและไม่กระทบต่อความเป็นอยู่หรือทำลายคุณค่าดั้งเดิมของผู้คน
สำหรับความร่วมมือด้านการวิจัย ซีพีแรมนอกจากทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ยังมีความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย






