
ส่องกลยุทธ์นิคมฯ ไทย รับคลื่นลงทุนต่างชาติ ชูจุดแข็ง เร่งปรับทัพรับอุตสาหกรรมใหม่
คลื่นลงทุนต่างชาติ เขย่าสมรภูมินิคมฯ ไทย 3 ผู้พัฒนาเร่งปรับเกมชิงโอกาสจากดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ชูกลยุทธ์เฉพาะตัว ขยายพื้นที่ เชื่อมธุรกิจพลังงาน ปั้นนิคมฯ สีเขียว รับโจทย์นักลงทุนต่างชาติ-ไทย ยุคใหม่
KEY
POINTS
- การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้นิคมอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัว
- ผู้พัฒนานิคมฯ ปรับกลยุทธ์จากการขายที่ดินเป็นการสร้างจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง
- แต่ละบริษัทชูจุดเด่นที่แตกต่างกันเพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การมุ่งเน้นพลังงานสะอาดและมาตรฐาน ESG, การขยายพื้นที่ขนาดใหญ่ และการเชื่อมโยงธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคเข้ากับนิคมฯ
การลงทุนจากต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับการกระจายฐานการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมมีบทบาทมากกว่าการเป็นพื้นที่ตั้งโรงงาน เพราะต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านที่ดิน ระบบไฟฟ้า น้ำอุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจแต่ละประเภท
ขณะเดียวกัน การลงทุนในกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องปรับกลยุทธ์และสร้างจุดแข็งที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มโอกาสรองรับนักลงทุนต่างชาติที่มองหาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานเหมาะสมกับธุรกิจ การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเฉพาะพื้นที่ขาย แต่รวมถึงความพร้อมในการรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,299 โครงการ มูลค่ารวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นคำขอจากต่างประเทศ 877 โครงการ มูลค่า 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%
เมื่อพิจารณาตามอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มดิจิทัลมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมาคืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ ส่วนภาคตะวันออกมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 495,737 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของพื้นที่อุตสาหกรรมในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ต้องการระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการดำเนินงาน
(ครม.) มีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง
ขณะที่ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรม การแปรรูปอาหาร การแพทย์ พลังงาน และโลจิสติกส์ ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 และสมาร์ท โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)
การจัดตั้งเขตส่งเสริมฯ มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบการขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ และการอนุญาตตามกฎหมายอีอีซี ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความพร้อมของพื้นที่ลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในชุมชนโดยรอบ
ภายใต้ทิศทางการลงทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแต่ละรายจึงต้องเร่งสร้างจุดแข็ง ทั้งการจัดหาพื้นที่ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการเตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นที่มาของกลยุทธ์ที่แตกต่างกันของผู้ประกอบการในตลาดนิคมอุตสาหกรรมไทย
5 ปัจจัยหนุนไทยดึงลงทุนต่างชาติ
การตัดสินใจเลือกฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และความสามารถในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศด้วย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นิคมอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการรองรับการลงทุน ตั้งแต่การจัดหาพื้นที่ตั้งโรงงานไปจนถึงการเตรียมระบบสาธารณูปโภคให้เหมาะกับการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งมีผลต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป การเชื่อมโยงทางถนน ทางราง ท่าเรือ และสนามบิน รวมถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้า น้ำอุตสาหกรรม และการบำบัดน้ำเสีย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่นักลงทุนต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับทำเลที่ตั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโรงงานในระยะยาว
นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ เป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนต่อการตัดสินใจ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนผ่านมาตรการและการอำนวยความสะดวกตามอำนาจหน้าที่และเงื่อนไขที่กำหนด นโยบายดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย
อีกจุดแข็งหนึ่งคือ ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิม โดยไทยมีผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม การมีเครือข่ายผู้ผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศได้ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ก็ทำให้ความต้องการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานมีความหลากหลายมากขึ้น
ด้านการส่งออก ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นอีกองค์ประกอบที่นักลงทุนใช้ประกอบการเลือกฐานการผลิต เพราะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละความตกลง โดยสินค้าต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยนี้จึงมีความสำคัญต่อธุรกิจที่วางแผนผลิตในไทยเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังเป็นอีกประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำและของเสีย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความต้องการเหล่านี้ทำให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องพิจารณาการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและแนวทางบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่รองรับการลงทุน
เมื่อความต้องการของนักลงทุนเปลี่ยนไป "ฐานเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมการดำเนินงานของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งที่แต่ละรายมีการปรับแนวทางธุรกิจให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการขยายพื้นที่รองรับการลงทุน การพัฒนาระบบสนับสนุนภาคการผลิต และการต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวข้องซึ่งต่างมีแนวทางดำเนินธุรกิจที่สะท้อนจุดแข็งของตนเอง
LK-RICH หลักชัยเมืองยาง ชูจุดแข็งพลังงานสะอาด-สาธารณูปโภคครบ รับดาต้าเซ็นเตอร์
บริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง (LK-RICH) จุดแข็งมาจากการต่อยอดธุรกิจยางพาราของครอบครัวที่ดำเนินมากว่าเกือบ 50 ปี สู่การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
ปัจจุบันนิคมฯ รองรับอุตสาหกรรมแปรรูปยางล้อรถยนต์ ที่นอนยางพารา คาร์บอนแบล็ค และแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมขยายโอกาสไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่
ที่สำคัญ LK-RICH ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักทอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และมีระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบระบายน้ำ โดยมีการออกแบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เชื่อมโยงได้หลายทิศทาง เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟ
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียว บริษัทลงทุนและศึกษาแนวทางพลังงานสะอาด ทั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์ลอยน้ำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) รองรับความต้องการของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแผนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านค้า ร้านอาหาร สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และศูนย์สุขภาพ
ล่าสุด เดินหน้าลงทุน 4,000 ล้านบาท พัฒนานิคมฯ เฟส 3 บนพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ รองรับนักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ระยอง ซึ่งเป็นโครงการแห่งที่ 2 บนพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ โดยมุ่งดึงดูดนักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์และยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเสริมสร้างศักยภาพการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
WHA เร่งขยายพื้นที่ รับดาต้าเซ็นเตอร์-อุตสาหกรรมเทคโนโลยี
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เดินหน้าขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง สะท้อนจากผลดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 ที่มียอดขายที่ดิน 1,199 ไร่ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 505 ไร่ และยอดที่ดินรอโอน 1,464 ไร่ ขณะที่บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินทั้งปีไว้ที่ 2,500 ไร่
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการพื้นที่ของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินมากกว่า 900 ไร่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมเดินหน้าเจรจากับนักลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ควบคู่กับการเร่งพัฒนา WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 เพื่อรองรับความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
นอกจากการจัดหาพื้นที่แล้ว WHA ยังเชื่อมโยงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน โดยครึ่งแรกปี 2569 มียอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 87.1 ล้านลูกบาศก์เมตร และยอดขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 156.4 กิกะวัตต์ชั่วโมง แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเตรียมความพร้อมทั้งด้านที่ดิน น้ำ และพลังงาน เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตและการลงทุนในระยะยาว
ROJNA เชื่อมธุรกิจนิคมฯ กับพลังงาน
บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA เน้นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักลงทุน โดยพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 9 แห่งในทำเลยุทธศาสตร์ของไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 35,000 ไร่ 14,000 เอเคอร์ จุดแข็งของบริษัทจึงอยู่ที่ฐานพื้นที่อุตสาหกรรมหลายทำเล ควบคู่กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโรงงาน
ROJNA เชื่อมธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเข้ากับการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงบริการน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคสำคัญต่อภาคการผลิต ตัวอย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระบบน้ำประปาและบำบัดน้ำเสียรองรับผู้ประกอบการ ระบบผลิตน้ำมีกำลังจ่ายตามมาตรฐาน 75,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบบบำบัดน้ำเสียมีกำลังรองรับ 50,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ด้านการขยายพื้นที่ รายงานตลาดอุตสาหกรรมของ Cushman & Wakefield ไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า โครงการ Rojana Ayutthaya Phase 10 มีพื้นที่ 2,296 ไร่ และอยู่ในกลุ่มโครงการที่มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569 ตามแผนที่รายงานไว้ การพัฒนาพื้นที่ควบคู่กับธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคจึงเป็นแนวทางที่ ROJNA ใช้รองรับผู้ประกอบการที่ต้องการทั้งที่ดินและระบบสนับสนุนการผลิต
นิคมอุตสาหกรรมไทย ยกระดับศักยภาพรับการลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่หรือราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรม ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจในระยะยาว
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการวางรากฐานให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติ






