thansettakij
thansettakij
เส้นทาง “ตัน ภาสกรนที” จากเจ้าพ่อชาเขียวหมื่นล้าน สู่ธุรกิจ 'ปุ๋ยกับตัน'

เส้นทาง “ตัน ภาสกรนที” จากเจ้าพ่อชาเขียวหมื่นล้าน สู่ธุรกิจ 'ปุ๋ยกับตัน'

09 ก.ย. 69 | 08:28 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 08:29 น.

ชีวิตไม่มีทางตัน “ตัน ภาสกรนที” จากเจ้าพ่อชาเขียว ข้ามห้วยลุยธุรกิจปุ๋ยพรีเมียม เดินเกม New Growth Engine ประกาศร่วมทุนกลุ่มเอกยงวงศ์ ตั้ง “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” ชิงตลาด 8 หมื่นล้าน

KEY

POINTS

  • ตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งอาณาจักรชาเขียวหมื่นล้าน กำลังขยายธุรกิจครั้งสำคัญจากเครื่องดื่มเข้าสู่ภาคการเกษตร เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ให้กับอิชิตัน กรุ๊ป
  • อิชิตัน กรุ๊ป ได้ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท เอกยงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปุ๋ย จัดตั้ง "บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด" เพื่อรุกตลาดปุ๋ยเคมี
  • ธุรกิจปุ๋ยใหม่จะใช้กลยุทธ์ Asset Light โดยผสานจุดแข็งด้านการตลาดของอิชิตันกับโครงสร้างพื้นฐานของพันธมิตร และจะเริ่มต้นจากการทำตลาดแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม "แรมปาเทค" ที่มีอยู่เดิม

“ตัน ภาสกรนที” คัมแบ็คกลับมาสร้างสีสันให้โลกธุรกิจอีกครั้งกับการเดินเกมสร้าง New Growth Engine ครั้งใหญ่ให้แก่ “อิชิตัน กรุ๊ป” ด้วยการก้าวข้ามขอบเขตธุรกิจเครื่องดื่มเดิม เข้าสู่ภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ผ่านการจับมือพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปุ๋ยเพื่อสร้างโครงสร้างรายได้ที่มั่นคงและมีการซื้อซ้ำในระยะยาว

จากเด็กขายหนังสือสู่ “เจ้าพ่อชาเขียว”

“ตัน ภาสกรนที” ชื่อนี้เป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วประเทศ ที่มาพร้อมฉายา “เจ้าพ่อชาเขียว” ด้วยแนวคิดทางธุรกิจที่ถึงลูกถึงคน กล้าได้กล้าเสีย และคิดนอกกรอบ ไม่เพียงสร้างให้แบรนด์ “โออิชิ” โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ยังสร้างตลาดชาเขียวให้พุ่งทะลุหลักหมื่นล้านเลยทีเดียว

แต่กว่าจะถึงวันนั้นได้ เส้นทางธุรกิจของ “ตัน” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ด้วยครอบครัวที่มีฐานะปานกลางอพยพมาจากประเทศจีน ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ทำให้เขาต้องเผชิญเรื่องราวมากมาย ทั้งการเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร ล้างจาน และเมื่อจบม. 3 ตันก็เลือกลาออกจากโรงเรียนและเลือกทำงาน โดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานแบกของ ค่าแรงเดือนละ 700 บาท ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นพนักงานขาย และลาออกมาเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตนเองด้วยการเปิดแผงขายหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และขยายเป็นร้านขนม ร้านกาแฟ และร้านอาหารในเวลาต่อมา

ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ที่หลายธุรกิจต้องล้มครืน “ตัน” ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้เขาต้องแบกหนี้สูงกว่า 100 ล้านบาท แต่ปัญหาหนี้ไม่ได้ทำให้ “ตัน” ท้อแท้ แต่เขาเลือกที่จะขายทิ้งทุกอย่างเพื่อนำมาใช้หนี้ และมองหาลู่ทางธุรกิจใหม่ โดยเริ่มต้นจากการทำธุรกิจร้านถ่ายรูปแต่งงาน และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

กำเนิดอาณาจักร "โออิชิ"

หลังปลดหนี้สินได้สำเร็จ “ตัน” เริ่มต้นทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น โดยเปิดตัวแบรนด์ "โออิชิ" (Oishi) ขึ้นในปี 2542 ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์แห่งแรกในประเทศไทย ความสำเร็จจากธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้ “ตัน” ตัดสินใจนำแบรนด์ "โออิชิ" มาต่อยอดขยายเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่มชาเขียวในปี 2546 โดยใช้ชื่อว่า "โออิชิ กรีนที" ซึ่งเป็นแบรนด์ชาเขียวพร้อมดื่ม

ตัน ภาสกรนที ในวันประกาศอำลาโออิชิ กรุ๊ป

ด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง กล้าได้กล้าเสีย และพร้อมลุย ทำให้ชาเขียวโออิชิ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 2547 บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าบริษัทในวันแรกประมาณ 3,500 ล้านบาท

ความสำเร็จของโออิชิ ได้ไปสะดุดตากลุ่มไทยเบฟเวอเรจ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ส่งผลให้ในปี 2551 กลุ่มไทยเบฟฯ ได้เข้าเสนอซื้อหุ้นต่อจากนายตัน ด้วยดีลที่มีมูลค่าสูงกว่า 3,300 ล้านบาท จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโออิชิ หลังจากนั้นไม่นานนายตัน ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารโออิชิ

หวนคืนสู่สนามรบ ก่อตั้ง "อิชิตัน กรุ๊ป"

หลังจากโบกมือลา “โออิชิ” ได้พักใหญ่ “ตัน”  กลับมาเดินหน้าธุรกิจอีกครั้งด้วยจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ บริษัท ไม่ตัน จำกัด ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2557 เพื่อทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียว เครื่องดื่มสมุนไพร เครื่องดื่มน้ำผลไม้ และอื่นๆ

อาณาจักร อิชิตัน กรุ๊ป ที่เติบโตสร้างรายได้มากกว่า 8,000 ล้านบาท ร่วมกับอีก 10 บริษัท ที่เกิดขึ้นจากใจรักและความชื่นชอบส่วนตัว ส่งผลให้ นายตัน ภาสกรนที กลายเป็นเจ้าพ่อธุรกิจระดับหมื่นล้าน

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ก้าวใหม่ New Growth Engine “ปุ๋ยกับตัน”

ล่าสุด บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ขยายฐานรายได้นอกธุรกิจเครื่องดื่มเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ New Growth Engine โดยได้ร่วมทุนกับ กลุ่มบริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยรายใหญ่ของไทยที่ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2534 มีรายได้ปี 2568 ประมาณ 3,200 ล้านบาท

ร่วมกันจัดตั้ง "บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด" ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้น 51% และกลุ่มเอกยงวงศ์ถือหุ้น 49% โดย ICHI จะลงทุนในส่วนทุนไม่เกิน 76.5 ล้านบาท และทยอยชำระตามงวดที่กำหนดในสัญญา

การขยายเข้าสู่ธุรกิจปุ๋ยถือเป็นธุรกิจที่มีอุปสงค์ระยะยาวและมีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก โดยตลาดปุ๋ยเคมีไทยมีมูลค่ารวมกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดปุ๋ย Compound NPK ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมียมหลักที่บริษัทร่วมทุนจะเข้าไปแข่งขัน มีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาทต่อปี

กลยุทธ์ของ ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จะไม่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ แต่ใช้โมเดล Asset Light โดยต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน ทีมขาย เครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลก คู่ค้าภายในประเทศ การบริหาร Sourcing และ Supply Chain ของกลุ่มเอกยงวงศ์ที่มีอยู่แล้ว ผสานกับจุดแข็งด้านการสร้างแบรนด์ เงินทุน วินัยทางการเงิน และมาตรฐานการกำกับดูแลของบริษัทจดทะเบียนของอิชิตัน กรุ๊ป

ตัน ภาสกรนทีกับธุรกิจปุ๋ย

ลุยธุรกิจปุ๋ยเกษตร ในวัย 67 ปี

“ตัน” กล่าวถึงการลงทุนอีกครั้งในวัย 67 ปี ว่า หากอิชิตัน กรุ๊ป จะขยายธุรกิจใหม่ จะไม่เริ่มจากศูนย์ และไม่เข้าไปเพียงเพราะตลาดใหญ่ แต่ต้องเป็นตลาดที่มีดีมานด์จริง มีพาร์ทเนอร์ที่เก่งจริง และสามารถเติมสิ่งที่พาร์ทเนอร์ขาดได้ การร่วมทุนครั้งนี้เป็นการนำจุดแข็งของอิชิตัน มารวมกับประสบการณ์ในตลาดปุ๋ยกว่า 30 ปีของกลุ่มเอกยงวงศ์ เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ที่เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร

ก้าวแรกของ ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จะเริ่มจากการรับโอนแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม Rampatec (แรมปาเทค) ซึ่งกลุ่มเอกยงวงศ์ทำตลาดมาแล้วประมาณ 3 ปี และมียอดขายล่าสุดประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทร่วมทุน ทำให้เริ่มสร้างรายได้และขยายตลาดได้ทันที โดยกลุ่มเป้าหมายหลักในระยะแรกคือเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย รวมถึงไม้ผลและพืชส่งออกอื่นๆ ก่อนขยายไปสู่ตลาด Premium Mass ในลำดับถัดไป

ในระยะยาว ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ วางเป้าหมายขยายจากผลิตภัณฑ์ปุ๋ย ไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่ตอบโจทย์ประสิทธิภาพและความยั่งยืน เช่น ปุ๋ยเคลือบอะมิโน สารอาหารรอง ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน และปุ๋ย Slow Release เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็น Agri Innovation Platform ที่คัดสรรนวัตกรรมการเกษตรจากทั่วโลกนำมาปรับใช้กับเกษตรกรไทย

การร่วมทุนครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนทางลัดทำให้ “ตัน” ก้าวกระโดดเข้าสู่ตลาดปุ๋ยโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์  และเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ว่า “ชีวิตไม่มีทางตัน” เส้นทางธุรกิจของ “ตัน ภาสกรนที” จึงยังโลดแล่นต่อไปในทุกๆเส้นทางที่มีโอกาส ...