
"อรรถวิชช์" ชำแหละปม Data Center ผุดกลางเมือง จี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่ใน 1 เดือน
อรรถวิชช์ตั้งคำถาม เหตุใด กทม.ไม่สงสัย และอนุมัติการก่อสร้าง Data Center เป็นเพียง "คลังสินค้า" ทำให้ไม่ต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งตีความ และอุดช่องโหว่ทางกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ว่า Data Center เข้าข่ายโรงงานหรือไม่ หากไม่เข้าข่ายโรงงานประเภทเดิม เสนอให้ออกกฎกระทรวงกำหนดเป็นโรงงานประเภทใหม่ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้
KEY
POINTS
- นายอรรถวิชช์ตั้งคำถาม เหตุใด กทม.ไม่สงสัย และอนุมัติการก่อสร้าง Data Center เป็นเพียง "คลังสินค้า" ทำให้ไม่ต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม
- เรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งตีความและอุดช่องโหว่ทางกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ว่า Data Center เข้าข่ายโรงงานหรือไม่
- หากไม่เข้าข่ายโรงงานประเภทเดิม เสนอให้ออกกฎกระทรวงกำหนดเป็นโรงงานประเภทใหม่ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้
กรณีปัญหาการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงกรณีดังกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขและเอาผิดได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยเดินหน้าชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้ง Data Center และโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ โดยไม่ได้เตรียมกฎกติการองรับให้พร้อมล่วงหน้า ส่งผลให้เกิดช่องโหว่จนมีอาคาร Data Center ผุดขึ้นกลางเมืองหลวงโดยไม่มีหน่วยงานใดทักท้วงตั้งแต่ต้น
ช่องโหว่เริ่มจากขั้นตอนขออนุญาตก่อสร้าง
ดร.อรรถวิชช์อธิบายว่า ในกระบวนการปกติ เมื่อผู้ประกอบการยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารกับกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาแบบแปลนที่ระบุวัตถุประสงค์การใช้อาคาร ระบบเสาเข็ม ระบบไฟฟ้า ตำแหน่งเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ และถังเก็บเชื้อเพลิง ซึ่งลักษณะเหล่านี้ควรทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยว่าเข้าข่ายพระราชบัญญัติโรงงานหรือไม่
แต่ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่กลับตีความว่าอาคารดังกล่าวเป็นเพียง "คลังสินค้า" จึงไม่ได้ส่งเรื่องไปสอบถามกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามขั้นตอน
คำถามสำคัญคือ เหตุใดกรุงเทพมหานครในฐานะหน่วยงานที่เห็นแบบแปลนและพิกัดที่ตั้งเป็นหน่วยงานแรก จึงไม่ประสานไปยังกรมโรงงานหรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวเข้าข่ายกฎหมายโรงงานหรือไม่ ทั้งที่ในทางปฏิบัติหน่วยงานต่างๆ ควรเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน
กรมโรงงานยัง "เงียบกริบ"
ดร.อรรถวิชช์กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายโรงงานกำหนดประเภทกิจการไว้ทั้งหมด 107 ประเภทตามบัญชีแนบท้าย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องตรวจสอบว่ากิจการ Data Center เข้าข่ายประเภทใดประเภทหนึ่งหรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่มีความเคลื่อนไหวหรือคำชี้ขาดใดๆออกมา ทั้งที่อาคารก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว
พร้อมย้ำว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่ากิจการประเภทนี้ไม่เข้าข่าย 107 ประเภทเดิม หน่วยงานสามารถออกกฎกระทรวงเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้เป็นประเภทที่ 108 ได้ทันที ซึ่งจะทำให้ Data Center อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ ทั้งในเรื่องการตรวจสอบเสียง มลพิษ ความปลอดภัย และการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามผังเมืองอย่างถูกต้อง
ตั้งคำถามอำนาจ "สั่งระงับ" ย้อนหลัง
ดร.อรรถวิชช์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงว่าได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างระงับอีก 3 แห่ง โดยตั้งคำถามว่ากรุงเทพมหานครใช้อำนาจใดในการสั่งระงับในตอนนี้ ทั้งที่ในขั้นตอนการอนุมัติก่อสร้างครั้งแรกไม่เคยมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาคารดังกล่าวเข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรมมาก่อน
ยกตัวอย่างมาเลเซีย
ดร.อรรถวิชช์ระบุว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยควรมี Data Center และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพราะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่ภาคที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เพียงแต่ปัญหาคือการวางตำแหน่งที่ตั้งไม่เหมาะสม โดยยกตัวอย่างพื้นที่รอบสนามบินในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ที่มีการจัดโซนนิ่งรองรับอุตสาหกรรมไอทีและ Data Center ไว้อย่างชัดเจน
ทำให้การขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ประเทศไทยเคยมีแนวคิดจะดำเนินการลักษณะเดียวกันแต่ยังไม่ได้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม จนนักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมแทน
เรียกร้องเร่งแก้ไขภายใน 1 เดือน
ดร.อรรถวิชช์เสนอว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องเร่งตีความโดยด่วนภายในกรอบเวลา 1 เดือน ว่ากิจการ Data Center เข้าข่ายประเภทโรงงานตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่เข้าข่าย ก็ให้เร่งออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทใหม่ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการรายเดิมที่ต้องเข้ามาจดทะเบียนเป็นโรงงาน และควบคุมมาตรฐานด้านเสียง มลพิษ และความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมย้ำว่าในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ตนมีหน้าที่เสนอกฎหมายที่เป็นพื้นฐานรองรับประเด็นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต






