thansettakij
thansettakij
2 บิ๊กธุรกิจข่ามชาติชี้ทางรอดไทย ปรับเกมธุรกิจ-แก้โจทย์พลังงาน

2 บิ๊กธุรกิจข้ามชาติชี้ทางรอดไทย ปรับเกมธุรกิจ-แก้โจทย์พลังงาน

03 ก.ย. 69 | 08:15 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 69 | 09:46 น.

IVL ชี้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเป็น “New Normal” ของปิโตรเคมี ต้องเร่งผนึกพันธมิตร ขณะที่ B.Grimm ชี้ไทยต้องแก้ต้นทุนก๊าซ-พลังงาน

KEY

POINTS

  • ผู้บริหารอินโดรามา เวนเจอร์ส ชี้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญปัญหา "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ซึ่งเป็นความปกติใหม่ ต้องแก้ด้วยการสร้างความร่วมมือและควบรวมกิจการ พร้อมเสนอให้ไทยสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้ออกไปลงทุนในตลาดโลก
  • ผู้บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ กระตุ้นให้ภาคธุรกิจไทยต้อง "กล้าที่จะก้าวกระโดด" ออกไปลงทุนในต่างประเทศ และเปลี่ยนทัศนคติที่ระมัดระวังการลงทุนมากเกินไปซึ่งเป็นผลจากวิกฤตปี 2540
  • ประเด็นด้านพลังงานถูกชี้ว่าเป็นโจทย์สำคัญ โดยไทยกำลังเผชิญปัญหาก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ และควรให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งก๊าซจากเมียนมาเพื่อลดต้นทุนก๊าซ ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาค่าไฟฟ้า

นายอาลก โลเฮีย รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีครบวงจร ได้เปิดเผยในงาน Bangkok Business Summit 2026 ว่า ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน สงครามการค้า ภาษีศุลกากร และปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก บริษัทมอง “วิกฤต” เป็นโอกาสในการปรับตัว โดยบทเรียนสำคัญเริ่มตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้อินโดรามา เวนเจอร์สตัดสินใจขยายธุรกิจสู่ระดับโลก

จากนั้นบริษัทเผชิญทั้งวิกฤตการเงินโลก การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามการค้าและมาตรการภาษี จึงใช้แนวทางกระจายฐานธุรกิจในเชิงภูมิศาสตร์ เพิ่มขนาดการดำเนินงาน และบูรณาการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อช่วยลดผลกระทบเมื่อเกิดแรงกดดันในตลาด

อาลก โลเฮีย รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม อินโดรามา เวนเจอร์ส

เมื่อโลกผันผวน ธุรกิจต้องปรับเกม

อย่างไรก็ตาม นายอาลกระบุว่า สำหรับธุรกิจของอินโดรามา เวนเจอร์ส ความเสี่ยงหลักในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่เป็นปัญหา “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งอยู่ในระดับสูงและกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม

“กำลังการผลิตส่วนเกิน” จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้นที่ธุรกิจสามารถรอให้ผ่านไปจนส่วนต่างกำไรกลับมา แต่กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่ผู้ประกอบการต้องรับมือด้วยตัวเอง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญของอินโดรามา เวนเจอร์ส คือการสร้างความร่วมมือและการประสานพลังกับผู้ประกอบการรายอื่น

นายอาลกกล่าวว่า แนวทางการรวมตัวและสร้างการประสานพลังได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ เช่น จีนที่กำลังพูดถึงการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรม ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็มีแนวทางสนับสนุนให้ภาคธุรกิจรวมตัวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มตระหนักถึงปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก

สำหรับอินโดรามา เวนเจอร์ส มีฐานธุรกิจใน 31 ประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับบริษัท แต่ อาลกมองว่ายังมีพื้นที่ที่บริษัทสามารถขยายการลงทุนได้อีก โดยเฉพาะตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคขนาดใหญ่และมีตลาดผู้บริโภคที่สำคัญ พร้อมย้ำว่าบริษัทไม่เคยกลัวการออกไปลงทุนในต่างประเทศ และพร้อมเข้าไปในพื้นที่ที่มองเห็นโอกาส

นายอาลกยังระบุว่า อินโดรามา เวนเจอร์สดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศอาเซียนเกือบทั้งหมด ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา และมาเลเซีย แต่การทำให้อาเซียนถูกมองเป็นตลาดเดียวกันยังเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เนื่องจากแต่ละประเทศยังมีการแข่งขันกันเอง

ในมุมของประเทศไทย อาลกกล่าวว่า ไทยเปรียบเสมือนบ้านของตนเอง และอินโดรามา เวนเจอร์สเป็นตัวอย่างของบริษัทไทยที่สามารถเติบโตจากธุรกิจในประเทศไปสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติได้ โดยไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ แต่ไทยควรสร้างบริษัทของตัวเองให้สามารถเติบโตออกไปลงทุนในตลาดโลกได้

นายอาลกย้อนถึงจุดเริ่มต้นของอินโดรามา เวนเจอร์สในประเทศไทยว่า เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ไอเอฟซีที ซึ่งในเวลานั้นไม่ได้ให้เพียงสินเชื่อสำหรับโครงการ แต่ยังเข้ามาถือหุ้นและส่งกรรมการเข้ามาร่วมให้คำแนะนำและสนับสนุนการบริหาร เนื่องจากขณะนั้นเขายังเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่

จากประสบการณ์ดังกล่าว อาลกมองว่า ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องมีกองทุนหรือสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย

ไทยต้องกล้าลงทุน พร้อมแก้โจทย์พลังงาน

ขณะที่ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การมีฐานธุรกิจอยู่ในประเทศไทยถือเป็นข้อได้เปรียบ แต่ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องมี “ความกล้าที่จะก้าวกระโดด” ออกไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ พร้อมมองหาโอกาสและนวัตกรรมใหม่ ๆ

ดร.ลิงค์ยังกล่าวว่า วิกฤตปี 2540 ทำให้ครอบครัวธุรกิจไทยจำนวนมากมีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น และทัศนคติดังกล่าวยังคงมีให้เห็นจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยควรกล้าที่จะเชื่อว่า “เป็นไปได้” และออกไปยังตลาดที่มีโอกาส โดยเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพในการสร้างบริษัทที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

สำหรับประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือสถานการณ์พลังงานของไทย โดยมองว่าไทยกำลังเผชิญปัญหาก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ และควรให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งก๊าซจากเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านและมีทรัพยากรก๊าซที่ไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์

ดร.ลิงค์มองว่า การถกเถียงเรื่อง “ค่าไฟฟ้า” อาจไม่ใช่ประเด็นที่ตรงจุดที่สุด เพราะต้นทุนก๊าซเป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังต้นทุนการผลิตไฟฟ้า หากไทยสามารถทำให้ต้นทุนก๊าซกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีตได้ ปัญหาด้านต้นทุนไฟฟ้าก็จะผ่อนคลายลง และจะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล และการผลิตชิป หากไทยมีต้นทุนพลังงานที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับการลงทุนใหม่และสร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจในประเทศ

ดร.ลิงค์ยังมองว่า ไทยจำเป็นต้องคิดให้กว้างขึ้นและกล้าที่จะสร้างธุรกิจใหม่ โดยยกตัวอย่างการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และหุ่นยนต์ออปติมัสของอีลอน มัสก์ว่า สะท้อนการมองไปข้างหน้าและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ไทยไม่ควรถูกจำกัดด้วยความคิดว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ยังมีเวลา” แต่ต้องกล้าคิดและลงมือทำในสิ่งที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ

ทั้งนี้ ดร.ลิงค์ระบุว่า ไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมาก โดยสิ่งสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนมีความพร้อมและเต็มใจที่จะทำงาน พร้อมชี้ว่าคนไทยมีความสามารถในการสร้างธุรกิจที่ดี หากได้รับสภาพแวดล้อมและโอกาสที่เหมาะสม

ในช่วงท้ายของการเสวนา เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับผู้นำธุรกิจในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายอาลกเลือกให้ความสำคัญกับคำว่า “ความมุ่งมั่น” และ “ความเชื่อมั่น” โดยมองว่าผู้นำธุรกิจต้องมีความเชื่อมั่นต่อประเทศ ธุรกิจ และนโยบายของตัวเอง เพราะการดำเนินธุรกิจแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ จะไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้

ด้านดร.ลิงค์เอง ได้เลือกคำว่า “การมองโลกในแง่บวก” พร้อมเสริมด้วย “ความกล้าหาญ” และ “ความร่วมมือ” โดยเห็นว่าประเทศในอาเซียน รวมถึงภาคธุรกิจ จำเป็นต้องร่วมมือกันและสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อผลักดันศักยภาพของภูมิภาคให้เติบโตไปด้วยกัน