
ทายาทเจ้าสัวเจริญ แจงกระแสขาย KFC รับให้แบงก์ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจง
“ปณต สิริวัฒนภักดี” ทายาทเจ้าสัวเจริญ แจงกระแสข่าวลือขาย KFC ยืนยันยังไม่ตั้งโต๊ะขาย มอบหมาย Bank of America ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น
KEY
POINTS
- ทายาทไทยเบฟฯ ชี้แจงข่าวลือขายกิจการ KFC ว่าเป็นการให้ธนาคารเข้ามาศึกษาและประเมินมูลค่าธุรกิจแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น ยังไม่ได้ประกาศขายอย่างเป็นทางการ
- การประเมินมูลค่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความคุ้มค่าของการลงทุน และเพื่อทราบมูลค่าของธุรกิจที่สร้างขึ้นนับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการมา
- แม้จะมีข่าวการขาย แต่ไทยเบฟฯ ยังคงมีแผนลงทุนขยายสาขา KFC อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ปีละ 40-45 แห่ง ภายใต้ยุทธศาสตร์ PASSION 2030
หลังสื่อนอกรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ระบุว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายธุรกิจแฟรนไชส์ร้าน KFC ในประเทศไทย โดยไทยเบฟได้แต่งตั้งสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Bank of America เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและสำรวจความสนใจจากผู้ลงทุนภายนอกหรือผู้ที่อาจเข้าซื้อกิจการนั้น
ยอมรับให้แบงก์ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจง
ล่าสุดนายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ในฐานะกรรมการของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev กล่าวถึงกระแสข่าวการขายกิจการเคเอฟซีในไทยว่า โดยปกติฝ่ายธนาคารมักจะนำเสนอโอกาสในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ต่าง ๆ อยู่แล้ว ซึ่งตามหลักการทุกอย่างสามารถขายได้ในราคาที่เหมาะสม
“สิ่งสำคัญคือการมองว่าได้สร้างมูลค่าอะไรขึ้นมา และจะประเมินมูลค่านั้นอย่างไร โดยปัจจุบันเคเอฟซีในไทยมีสาขารวมกว่า 500 สาขา”
นายปณต กล่าวอีกว่า ข่าวที่เกิดขึ้นอาจมีการคาดการณ์กันไปมาก แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ต้องการเห็นคือมูลค่าที่ได้สร้างให้กับเคเอฟซี ฝ่ายบริหารได้ขออนุมัติจากคณะกรรมการเพื่อให้ธนาคารเข้ามาศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น ไม่ได้มีการตั้งโต๊ะประกาศขายแต่อย่างใด
ซึ่งถือเป็นวินัยในการลงทุนที่เมื่อถึงระยะหนึ่งต้องกลับมาตรวจสอบความคุ้มค่า และเตรียมพร้อมตอบคำถามผู้ถือหุ้น โดยสิ่งที่ต้องการทราบคือการประเมินมูลค่าในขณะนี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตอนที่เข้าซื้อกิจการมา
“ทีมบริหารรุ่นใหม่ซึ่งมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้ามาร่วมรับฟังเหตุผลและช่วยตัดสินใจในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดี”
นายปณต กล่าวถึงมุมมองของธนาคารว่า “ธนาคารระบุว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายที่นักลงทุนสนใจ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างรายได้ และแพลตฟอร์มที่มีระบบการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอนาคต” สะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อธุรกิจอาหารบริการในประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ "PASSION 2030" ทุ่มพันล้านรุกธุรกิจอาหาร
อย่างไรก็ดีตามแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ "PASSION 2030" ที่ตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นสู่การเป็น "ผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน" ในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารภายในปี 2573 โดยในปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569) ไทยเบฟได้จัดสรรงบลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหารประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งงบลงทุนส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การขยายสาขาของแบรนด์ KFC เป็นหลัก
ปัจจุบัน รายได้จากธุรกิจอาหารคิดเป็น 5% ของรายได้รวมทั้งหมดในเครือไทยเบฟ แต่บริษัทตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี โดยมีแบรนด์ KFC ภายใต้ QSA เป็นหัวหอกสำคัญที่สร้างรายได้สม่ำเสมอและเติบโตอย่างมั่นคงมาโดยตลอด
โดยไทยเบฟวางกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบรนด์ KFC ทั้งการเร่งขยายสาขาเชิงรุก โดยมีเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ 40 - 45 แห่งต่อปี เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและเข้าถึงลูกค้าในทำเลสำคัญๆ, การเน้นขยายในรูปแบบ Standalone เพื่อเพิ่มความคล่องตัวสูงในการดำเนินงาน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิดตามศูนย์การค้า ช่วยให้ร้านสามารถทำกำไรต่อสาขาได้ดียิ่งขึ้น
การเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่โดย KFC ได้วางแผนปรับโฉมภาพลักษณ์ของร้านให้มีความทันสมัยเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมและหลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ภูมิภาคที่มีศักยภาพ
KFC ครองแชมป์ตลาดไก่ทอด
สำหรับธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant : QSR) ในปี 2567 มีมูลค่ารวมกว่า 47,700 ล้านบาท ซึ่งหมวด “ไก่ทอด” ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด มีมูลค่า 27,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด ตามมาด้วยเบอร์เกอร์และพิซซ่า
สำหรับ KFC เป็นแบรนด์ผู้นำตลาดไก่ทอดของประเทศไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัทแม่ Yum! Brands Inc. จากสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดูแลภาพลักษณ์และบริหารแบรนด์ในไทย ซึ่งร้าน KFC ในประเทศไทยดำเนินงานในรูปแบบ "แฟรนไชส์"
สิทธิการบริหารจัดการ
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริษัทหลัก ได้แก่:
บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA): เป็นบริษัทย่อยในเครือไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) ของตระกูลสิริวัฒนภักดี ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ที่สุดของ KFC ในประเทศไทย โดยดูแลและบริหารจัดการสาขาเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสาขามากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ โดยไทยเบฟได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2560 ผ่านการเข้าซื้อกิจการร้าน KFC จำนวน 240 สาขา ด้วยมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 11,400 ล้านบาท
บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG): บริษัทในเครือเซ็นทรัล พลาซา โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์ โดย CRG มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นผู้ได้รับสิทธิ์นำแฟรนไชส์ KFC เข้ามาเปิดสาขาแรกในไทยตั้งแต่ปี 2527
บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD): กลุ่มทุนที่ได้สิทธิ์บริหารสาขา KFC ในบางพื้นที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Devyani International Ltd. โดยในอดีตมีการปรับโครงสร้างและโอนถ่ายสิทธิ์บริหารให้แก่กลุ่มทุนต่างประเทศในเวลาต่อมา
ในด้านสถานะจำนวนสาขา ปัจจุบัน KFC ในประเทศไทยมีสาขารวมทั้งสิ้นสูงถึง 1,226 สาขา ทั่วประเทศ และประสบความสำเร็จในการขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ครบทั้ง 77 จังหวัด KFC ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับ Top 10 ของโลก ในเชิงจำนวนสาขาด้วย







