thansettakij
thansettakij
ทายาทเจ้าสัวเจริญ แจงกระแสขาย KFC รับให้แบงก์ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจง

ทายาทเจ้าสัวเจริญ แจงกระแสขาย KFC รับให้แบงก์ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจง

21 ส.ค. 69 | 00:00 น.

“ปณต สิริวัฒนภักดี” ทายาทเจ้าสัวเจริญ แจงกระแสข่าวลือขาย KFC ยืนยันยังไม่ตั้งโต๊ะขาย มอบหมาย Bank of America ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น

KEY

POINTS

  • ทายาทไทยเบฟฯ ชี้แจงข่าวลือขายกิจการ KFC ว่าเป็นการให้ธนาคารเข้ามาศึกษาและประเมินมูลค่าธุรกิจแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น ยังไม่ได้ประกาศขายอย่างเป็นทางการ
  • การประเมินมูลค่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความคุ้มค่าของการลงทุน และเพื่อทราบมูลค่าของธุรกิจที่สร้างขึ้นนับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการมา
  • แม้จะมีข่าวการขาย แต่ไทยเบฟฯ ยังคงมีแผนลงทุนขยายสาขา KFC อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ปีละ 40-45 แห่ง ภายใต้ยุทธศาสตร์ PASSION 2030

หลังสื่อนอกรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ระบุว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายธุรกิจแฟรนไชส์ร้าน KFC ในประเทศไทย โดยไทยเบฟได้แต่งตั้งสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Bank of America เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและสำรวจความสนใจจากผู้ลงทุนภายนอกหรือผู้ที่อาจเข้าซื้อกิจการนั้น

ยอมรับให้แบงก์ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจง

ล่าสุดนายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ในฐานะกรรมการของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev กล่าวถึงกระแสข่าวการขายกิจการเคเอฟซีในไทยว่า โดยปกติฝ่ายธนาคารมักจะนำเสนอโอกาสในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ต่าง ๆ อยู่แล้ว ซึ่งตามหลักการทุกอย่างสามารถขายได้ในราคาที่เหมาะสม

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group)

“สิ่งสำคัญคือการมองว่าได้สร้างมูลค่าอะไรขึ้นมา และจะประเมินมูลค่านั้นอย่างไร โดยปัจจุบันเคเอฟซีในไทยมีสาขารวมกว่า 500 สาขา”

นายปณต กล่าวอีกว่า ข่าวที่เกิดขึ้นอาจมีการคาดการณ์กันไปมาก แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ต้องการเห็นคือมูลค่าที่ได้สร้างให้กับเคเอฟซี ฝ่ายบริหารได้ขออนุมัติจากคณะกรรมการเพื่อให้ธนาคารเข้ามาศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น ไม่ได้มีการตั้งโต๊ะประกาศขายแต่อย่างใด

ซึ่งถือเป็นวินัยในการลงทุนที่เมื่อถึงระยะหนึ่งต้องกลับมาตรวจสอบความคุ้มค่า และเตรียมพร้อมตอบคำถามผู้ถือหุ้น โดยสิ่งที่ต้องการทราบคือการประเมินมูลค่าในขณะนี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตอนที่เข้าซื้อกิจการมา

“ทีมบริหารรุ่นใหม่ซึ่งมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้ามาร่วมรับฟังเหตุผลและช่วยตัดสินใจในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดี”

นายปณต กล่าวถึงมุมมองของธนาคารว่า “ธนาคารระบุว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายที่นักลงทุนสนใจ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างรายได้ และแพลตฟอร์มที่มีระบบการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอนาคต” สะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อธุรกิจอาหารบริการในประเทศไทย

KFC บริหารโดยบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) กลุ่มไทยเบฟ

ยุทธศาสตร์ "PASSION 2030" ทุ่มพันล้านรุกธุรกิจอาหาร

อย่างไรก็ดีตามแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ "PASSION 2030" ที่ตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นสู่การเป็น "ผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน" ในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารภายในปี 2573  โดยในปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569) ไทยเบฟได้จัดสรรงบลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหารประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งงบลงทุนส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การขยายสาขาของแบรนด์ KFC เป็นหลัก

ปัจจุบัน รายได้จากธุรกิจอาหารคิดเป็น 5% ของรายได้รวมทั้งหมดในเครือไทยเบฟ แต่บริษัทตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี  โดยมีแบรนด์ KFC ภายใต้ QSA เป็นหัวหอกสำคัญที่สร้างรายได้สม่ำเสมอและเติบโตอย่างมั่นคงมาโดยตลอด

โดยไทยเบฟวางกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบรนด์ KFC ทั้งการเร่งขยายสาขาเชิงรุก โดยมีเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ 40 - 45 แห่งต่อปี เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและเข้าถึงลูกค้าในทำเลสำคัญๆ, การเน้นขยายในรูปแบบ Standalone  เพื่อเพิ่มความคล่องตัวสูงในการดำเนินงาน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิดตามศูนย์การค้า ช่วยให้ร้านสามารถทำกำไรต่อสาขาได้ดียิ่งขึ้น

การเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่โดย KFC ได้วางแผนปรับโฉมภาพลักษณ์ของร้านให้มีความทันสมัยเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมและหลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ภูมิภาคที่มีศักยภาพ

KFC บริหารโดยบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)

KFC ครองแชมป์ตลาดไก่ทอด

สำหรับธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant : QSR) ในปี 2567 มีมูลค่ารวมกว่า 47,700 ล้านบาท ซึ่งหมวด “ไก่ทอด” ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด มีมูลค่า 27,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด ตามมาด้วยเบอร์เกอร์และพิซซ่า

สำหรับ KFC เป็นแบรนด์ผู้นำตลาดไก่ทอดของประเทศไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัทแม่ Yum! Brands Inc. จากสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดูแลภาพลักษณ์และบริหารแบรนด์ในไทย ซึ่งร้าน KFC ในประเทศไทยดำเนินงานในรูปแบบ "แฟรนไชส์"   

สิทธิการบริหารจัดการ

แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริษัทหลัก ได้แก่:

บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA): เป็นบริษัทย่อยในเครือไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) ของตระกูลสิริวัฒนภักดี ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ที่สุดของ KFC ในประเทศไทย โดยดูแลและบริหารจัดการสาขาเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสาขามากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ โดยไทยเบฟได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2560 ผ่านการเข้าซื้อกิจการร้าน KFC จำนวน 240 สาขา ด้วยมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 11,400 ล้านบาท

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG): บริษัทในเครือเซ็นทรัล พลาซา โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์  โดย CRG มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นผู้ได้รับสิทธิ์นำแฟรนไชส์ KFC เข้ามาเปิดสาขาแรกในไทยตั้งแต่ปี 2527

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD): กลุ่มทุนที่ได้สิทธิ์บริหารสาขา KFC ในบางพื้นที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Devyani International Ltd. โดยในอดีตมีการปรับโครงสร้างและโอนถ่ายสิทธิ์บริหารให้แก่กลุ่มทุนต่างประเทศในเวลาต่อมา

ในด้านสถานะจำนวนสาขา ปัจจุบัน KFC ในประเทศไทยมีสาขารวมทั้งสิ้นสูงถึง 1,226 สาขา ทั่วประเทศ และประสบความสำเร็จในการขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ครบทั้ง 77 จังหวัด KFC ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับ Top 10 ของโลก ในเชิงจำนวนสาขาด้วย