
ทายาทเจ้าสัวเจริญ ดัน AWC ตั้งกองรีท AWR 50,000 ล้าน เทรดปีนี้ ดึงนักลงทุนทั่วโลก
ทายาทเจ้าสัวเจริญ เปิดใจดัน AWC ตั้งกอง REIT AWR มูลค่า 50,000 ล้านบาท เตรียมดึงทรัพย์สินทรัพย์สินคุณภาพ 5 แห่งเข้ากองรีทในช่วงแรก มุ่งเป้าซื้อขายภายในปีนี้ ทั้งไตรมาส 2 ปีนี้ โกยกำไรทะลุ 1 พันล้านบาท
KEY
POINTS
- บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เตรียมจัดตั้งกองทรัสต์ (REIT) ใหม่ชื่อ AWR โดยตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2569
- กอง REIT จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพประเภท Freehold (กรรมสิทธิ์สมบูรณ์) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
- การจัดตั้งกองทุนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ "Integration Real Estate Platform" เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท
- ในช่วงแรกจะคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ 5 โครงการเข้ากองทุน และมีแผนจะเติมสินทรัพย์เข้ากองทุนอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 2 โครงการ
- ไตรมาส 2 ปี 2569 AWC กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6%
วันนี้ (วันที่ 14 สิงหาคม 2569) นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า AWC เตรียมจะจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ภายใต้ชื่อ“บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีทท์ จำกัด” หรือ AWR
AWC ตั้งกอง REIT AWR มูลค่า 50,000 ล้านบาท
โดยวางเป้าหมายมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 50,000 ล้านบาท และเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2569 นี้ เพื่อสร้างโมเดลการเติบโตที่ยั่งยืนและดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
การจัดตั้งกองรีด AWR เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ "Integration Real Estate Platform"ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มหน่วยธุรกิจ แต่เป็นการผนึกพลังเพื่อสร้างกลไกที่ทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับรู้คุณค่าทั้งในด้านกำไรจากส่วนต่างมูลค่าทรัพย์สิน (Capital Gain) และผลตอบแทนรวม (Total Return) อย่างต่อเนื่อง
โมเดลนี้จะเน้นการนำสินทรัพย์ประเภท Freehold (กรรมสิทธิ์สมบูรณ์) เข้าสู่กองทุน เพื่อให้นักลงทุนได้ร่วมเป็นเจ้าของทรัพย์สินคุณภาพสูง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งของประเทศ
โดย AWC จะคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพเริ่มต้น 5 โครงการ พร้อมเติมพอร์ตปีละ 2 แห่ง จากปัจจุบัน AWC มีโครงการในพอร์ตโฟลิโอ รวมทั้งสิ้น 61 โครงการ (จากเดิม 58 โครงการ และอนุมัติเพิ่มใหม่ 3 โครงการ)
"การเริ่มต้นของกอง AWR ทางบริษัทจะคัดเลือกทรัพย์สินระดับพรีเมียมเข้ามาในช่วงแรกประมาณ 5 โครงการนอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการเติบโตในระยะยาว โดยจะส่งสินทรัพย์เข้ากองรีทอย่างต่อเนื่อง ปีละประมาณ 2 โครงการ ตามขนาดและสเกลที่เหมาะสม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแบบยั่งยืนผ่านแพลตฟอร์มนี้"
นางวัลลภา กล่าวต่อว่า โครงสร้างทางการเงิน AWC รักษาต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ไว้ได้ในระดับต่ำเพียง 2.46% และมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) ที่สูง ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของกองรีทในระยะยาว
การจัดตั้งกองรีท AWR ในครั้งนี้จึงจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ AWC สามารถรับรู้มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ (Fair Value) ซึ่งตามสถิติมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน (Land Appreciation) เฉลี่ยสูงถึง 9-14% ต่อปี และจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก
ทั้งนี้ AWR จะเป็นบริษัทย่อยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 29.99 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 2,999,999 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท โดย AWC ถือหุ้น 99.99997% และบริษัท เอดับบลิวซีเพื่อธุรกิจ 2 จำกัด ถือหุ้น 0.00003% คาดว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569
AWR จะทำหน้าที่เป็นผู้ก่อตั้งกองทรัสต์ และภายหลังการจัดตั้งกองทรัสต์แล้วเสร็จจะทำหน้าที่ผู้จัดการกองทรัสต์ต่อไป โดยรายได้เชิงพาณิชย์ของบริษัทย่อยจะเริ่มรับรู้หลังเริ่มปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
นางวัลลภา ยังกล่าวต่อว่า AWC จะเป็น "Developer Engine" หรือกลไกหลักในการพัฒนาโครงการนั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ "Integration Real Estate Platform" ที่ทางบริษัทกำลังผลักดันเพื่อยกระดับอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากล ส่วน AWR จะเป็นความมั่นคงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ถือหุ้นรับรู้คุณค่าของทรัพย์สินได้ครบถ้วน มีอัตราผลตอบแทน yield ที่ชัดเจน
มั่นใจจุดขายโครงการคุณภาพ Freehold ดึงนักลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตามแม้ในสภาวะที่ตลาดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในกองรีท (REIT) เนื่องจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทำให้เหล่านักลงทุนบางส่วนเกิดความลังเลใจ แต่เรามั่นใจว่ากองรีท ของ AWC ที่เป็นโครงการคุณภาพ อย่างยั่งยืน และเป็น freehold จะเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดผู้ลงทุนได้
AWC โกยกำไรไตรมาส 2 อยู่ที่ 1,468 ล้านบาท
ส่วนการเติบโตของ AWC ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวมอยู่ที่ 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% และมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลในสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล
โดยมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่นในทุกกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มโรงแรม (Hospitality) เติบโต 10% โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างพัทยาและเชียงใหม่ที่สร้างสถิติรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 9.7%
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial) เติบโต 14% กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านโมเดล AWC's Lifestyle Destination โดยเฉพาะความสำเร็จของ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น จากการต่อยอดด้วย Jurassic World: The Experience
ตามมาด้วย SkyFlyers: Wings of Garudapterus และการเปิดให้บริการ Better World Better Future ณ Hatch Dome อย่างเต็มรูปแบบ ที่ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าใช้บริการ
ในด้านกลยุทธ์การตลาด AWC ประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักเดินทางกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะการเติบโตของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาใช้บริการในเครือ AWC เพิ่มขึ้นถึง 32% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ขณะที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ก็เติบโตขึ้น 11% จากการพัฒนาโมเดล F&B Lifestyle ในโครงการต่างๆ







