thansettakij
thansettakij
เจาะแผน 'ไทยเบฟ' เดินหน้า Data–AI ยกเครื่องซัพพลายเชนสู่ธุรกิจสีเขียว

เจาะแผน 'ไทยเบฟ' เดินหน้า Data–AI ยกเครื่องซัพพลายเชนสู่ธุรกิจสีเขียว

27 พ.ค. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :27 พ.ค. 69 | 09:16 น.

"ไทยเบฟ" ทรานฟอร์มส Data–AI บริหารซัพพลายเชนและพลังงานหมุนเวียน เชื่อมเครือข่ายรีไซเคิล หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ไทยเบฟใช้ Data และ AI พลิกโฉมซัพพลายเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืน Net Zero ผ่านแนวคิด “Circular Supply Chain”
  • พัฒนานวัตกรรม “Triple O” ที่ผสานเทคโนโลยี Data, Robotics และ AI เพื่อบริหารจัดการและคัดแยกบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล
  • นำแดชบอร์ดดิจิทัลและเซนเซอร์มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ
  • ใช้โมเดลแก้ปัญหาโลจิสติกส์อย่าง “Samui Model” โดยใช้รถขนส่งเที่ยวกลับในการขนวัสดุรีไซเคิล เพื่อลดต้นทุนและสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

นางสาวอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev เปิดวิสัยทัศน์การทรานส์ฟอร์มซัพพลายเชนด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านความร่วมมือระหว่าง TCC Technology และ CMKL University เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ ควบคู่การขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว

ภายในเวที Special Open Talk หัวข้อ “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” ซึ่งจัดโดย OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology อรทัย ระบุว่า ปัจจุบัน “ซัพพลายเชน” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดซื้อ ผลิต หรือกระจายสินค้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน สิ่งแวดล้อม และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ดัน Circular Supply Chain สู่เป้าหมาย Net Zero

จุดแข็งสำคัญของซัพพลายเชน ThaiBev คือแนวคิด “Circular Supply Chain” หรือการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบหลังการบริโภค โดยโครงสร้างการทำงานครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต การบริหารบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน ไปจนถึงการจัดการของเสีย ซึ่งทุกส่วนถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังทำงานร่วมกับ TCC Technology ในการวางระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร

DATA INTELLIGENCE  กุญแจสำคัญสู่การสร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

นางสาว อรทัย กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กร คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากซัพพลายเออร์ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 3,000 ราย ทำให้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและการมองเห็นตลอดทั้ง Value Chain เพื่อบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน ThaiBev ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 50% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ทำได้ประมาณ 40% พร้อมผลักดันการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ให้ได้ 100% ภายในปีเดียวกัน ตามแนวทาง Extended Producer Responsibility (EPR) ที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบผลกระทบหลังการบริโภคตลอดวงจร

อีกหนึ่งประเด็นที่อรทัยกล่าวถึง คือการดึง “ระบบเดิม” ของสังคมไทยกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะเครือข่าย “ซาเล้ง” ซึ่งเปรียบเสมือนกลไกเก็บรวบรวมวัสดุรีไซเคิลระดับชุมชน ที่ช่วยคัดแยกและนำวัสดุกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ที่ผ่านมาอาจไม่ถูกพูดถึงมากนัก

ใช้ Data–AI ยกระดับการบริหารซัพพลายเชน

ในด้านเทคโนโลยี ThaiBev ได้ร่วมกับ TCC Technology พัฒนาแดชบอร์ดและระบบติดตามผลดิจิทัล เพื่อบริหารประสิทธิภาพพลังงานหมุนเวียนในโรงงานกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการใช้เซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจจับปัญหาและบริหารจัดการพลังงานได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา “Triple O” นวัตกรรมบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน ที่ผสานเทคโนโลยี Data, Robotics และ AI เพื่อรองรับการจัดการแก้วเกือบ 1 ล้านตัน และเศษกระดาษกว่า 200,000 ตันต่อปี

ระบบ “Oasis” ถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล GPS เพื่อค้นหา White Space ระหว่างจุดขายและจุดส่งคืนบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้สามารถติดตามปริมาณการขายและอัตราการส่งคืนวัสดุได้แม่นยำมากขึ้น ขณะที่ “Octopus” เป็นระบบแขนกลอัจฉริยะสำหรับคัดแยกวัสดุรีไซเคิลที่มีความหลากหลายและซับซ้อน ช่วยลดภาระงานแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยก

ส่วน “Oracle” เป็นเทคโนโลยี AI Image Recognition ที่สามารถจดจำ วิเคราะห์ และแยกประเภทขวดใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้อยู่ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงหลากหลาย ช่วยลดการสูญเสียวัสดุและเพิ่มประสิทธิภาพการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Thai Beverage, TCC Technology และ CMKL University

“Samui Model” ต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ชุมชน

อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกนำมาใช้ คือ “Samui Model” ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ ผ่านแนวคิด “ขนส่งขากลับ” ด้วยการนำรถบรรทุกที่ส่งสินค้าเสร็จแล้วกลับมาขนวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่ ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมวัสดุ และสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจำนวนมาก

นางสาว อรทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะมีบทบาทสำคัญ แต่สิ่งที่กำหนดความสำเร็จ คือการนำไปใช้อย่างเหมาะสม ทั้งในมิติของบุคลากร แนวคิด และความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินงานที่สร้างคุณค่าได้จริง เพราะท้ายที่สุด เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ธุรกิจและสร้างความยั่งยืนได้ในระยะยาว ท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว