thansettakij
thansettakij
5 โจทย์พลังงานไทย เมื่อไฟฟ้ากลายเป็นแต้มต่อเศรษฐกิจใหม่

5 โจทย์พลังงานไทย เมื่อไฟฟ้ากลายเป็นแต้มต่อเศรษฐกิจใหม่

20 ส.ค. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 09:15 น.

AI-Data Center-EV เขย่าความต้องการพลังงาน ไทยต้องเร่งลดพึ่งพานำเข้า ปฏิรูปการอุดหนุน ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า และใช้ ASEAN Power Grid สร้างโอกาสใหม่ ก่อนพลังงานกลายเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุน

KEY

POINTS

  • ความท้าทายในการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาโลก
  • ความจำเป็นในการปฏิรูปการอุดหนุนพลังงานจากการตรึงราคาเป็นการช่วยเหลือแบบตรงกลุ่ม และนำงบไปลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
  • การเตรียมความพร้อมด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, Data Center และ EV ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง ราคาแข่งขันได้ และสะอาด
  • การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์จากการเป็นฐานประกอบรถยนต์ EV สู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ตั้งแต่แบตเตอรี่ไปจนถึงชิ้นส่วนมูลค่าสูง
  • การใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน (Energy Hub) ผ่านการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าเชื่อมโยงระหว่างประเทศ

พลังงานกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ต้นทุนพื้นฐาน” ไปสู่ “ปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศอย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซ ตลอดจนการเติบโตของ EV, AI และ Data Center กำลังทำให้โจทย์ด้านพลังงานมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม

รายงาน Southeast Asia Energy Outlook 2026 ของ International Energy Agency (IEA) สะท้อนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งใหญ่ และสำหรับประเทศไทยมีอย่างน้อย 5 ความท้าทาย ที่ต้องเร่งเตรียมรับมือ

1. ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นเครื่องเตือนว่า ความมั่นคงทางพลังงานไม่สามารถแยกออกจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ โดยก่อนเกิดวิกฤตล่าสุด ราว 60% ของน้ำมันดิบที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำเข้า และประมาณ 1 ใน 3 ของก๊าซธรรมชาตินำเข้า มาจากตะวันออกกลาง

ไทยแม้มีแหล่งพลังงานในประเทศ แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสำคัญ เมื่อราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้น ผลกระทบจึงส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว

โจทย์จึงอยู่ที่การกระจายแหล่งนำเข้า เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

2. ปฏิรูปการอุดหนุนพลังงาน

การตรึงราคาน้ำมันหรือค่าไฟช่วยลดภาระประชาชนได้ในระยะสั้น แต่หากดำเนินการต่อเนื่องย่อมสร้างภาระทางการคลังและบิดเบือนกลไกตลาด

IEA ประเมินว่า ก่อนวิกฤตล่าสุด การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของอาเซียนมีมูลค่าราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น

สิ่งที่ไทยต้องทำจึงไม่ใช่เพียง “ตรึงราคา” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น การช่วยเหลือแบบตรงกลุ่มและมีกรอบเวลาชัดเจน พร้อมนำงบประมาณไปลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้มากกว่า

3. AI-Data Center เปลี่ยนสมการความต้องการไฟฟ้า

เศรษฐกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงไปสู่การใช้ “ไฟฟ้า” มากขึ้น ทั้ง EV โรงงานอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศ Data Center และ AI

IEA ประเมินว่า ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีขนาดใกล้เคียงกับการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

นี่เป็นโจทย์สำคัญสำหรับไทย เพราะการดึง Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้าประเทศ ไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าที่ “มีพอ” แต่ต้องการไฟฟ้าที่ เสถียร ราคาสามารถแข่งขันได้ และมีแหล่งพลังงานสะอาดรองรับ

ดังนั้น โครงสร้างไฟฟ้าจึงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศ

4. เปลี่ยนฐานผลิตรถยนต์สู่ EV Supply Chain

การเติบโตของ EV กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ไปสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV

IEA ระบุว่า ยอดขาย EV ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปี 2568 แตะประมาณ 500,000 คัน หรือเกือบ 20% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

โจทย์ของไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่จำนวนรถ EV แต่ต้องถามว่า ไทยจะผลิตแบตเตอรี่ Power Electronics ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีมูลค่าสูงได้มากเพียงใด

หากยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญจำนวนมาก ไทยอาจเป็นเพียงฐานประกอบ และไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อย่างเต็มศักยภาพ

5. ASEAN Power Grid โอกาสสร้าง Energy Hub

ทำเลที่ตั้งของไทยเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะอยู่ใจกลางแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบเชื่อมโยงไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

การผลักดัน ASEAN Power Grid จึงอาจเปลี่ยนบทบาทไทยจากประเทศผู้ใช้พลังงานไปสู่หนึ่งในศูนย์กลางการซื้อขายและส่งผ่านพลังงานของภูมิภาค

IEA ประเมินว่า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าข้ามพรมแดนตามแผนอาเซียนต้องการเงินลงทุนประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจนถึงปี 2040

อย่างไรก็ตาม การเป็น Energy Hub ไม่ได้เกิดขึ้นจากทำเลเพียงอย่างเดียว ไทยต้องลงทุนในระบบสายส่ง ปรับกฎเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน และสร้างตลาดไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

พลังงานไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือ “แต้มต่อ”

เมื่อมองทั้ง 5 โจทย์พร้อมกัน จะเห็นว่าโจทย์พลังงานไทยกำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า “มีไฟฟ้าพอหรือไม่” ไปสู่คำถามว่า “มีไฟฟ้าที่ดีพอสำหรับเศรษฐกิจใหม่หรือไม่”

เพราะในอนาคต พลังงานอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยตัดสินว่า Data Center จะเลือกลงทุนในไทยหรือไม่ โรงงานใหม่จะตั้งอยู่ที่ใด และอุตสาหกรรมไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้เพียงใด

ดังนั้น การวางยุทธศาสตร์พลังงานของไทยจึงต้องคิดให้ไกลกว่าความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่ต้องเชื่อมโยง พลังงาน-อุตสาหกรรม-การลงทุน-เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน

เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศที่มีพลังงานมั่นคง ราคาสมเหตุผล และสะอาด อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้พลังงาน แต่เป็นผู้ได้เปรียบในการดึงดูดเงินลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ