
เนสท์เล่ขายหุ้นธุรกิจน้ำดื่ม 50% ดึงทุนใหญ่สหรัฐฯ ร่วมลงทุน
เนสท์เล่ขายหุ้นธุรกิจน้ำดื่ม 50% จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทการลงทุนจากสหรัฐฯ มูลค่า 4,900 ล้านยูโร เพื่อนำเงินทุนไปเร่งลงทุนในแบรนด์หลักที่สร้างกำไรสูง พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายทั้งปี
KEY
POINTS
- เนสท์เล่ขายหุ้นธุรกิจน้ำดื่มและเครื่องดื่มพรีเมียม 50% ให้กับ แพลทินัม อิควิตี้ บริษัทลงทุนจากสหรัฐฯ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ชื่อ Peranel
- ข้อตกลงดังกล่าวประเมินมูลค่ากิจการไว้ที่ 4,900 ล้านยูโร โดยเนสท์เล่คาดว่าจะได้รับเงินสดประมาณ 3,000 ล้านยูโร
- การขายหุ้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ และนำทรัพยากรไปมุ่งเน้นแบรนด์หลักที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า
เนสท์เล่ บริษัทอาหารและเครื่องดื่มบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลก เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยการนำธุรกิจน้ำดื่มและเครื่องดื่มระดับพรีเมียมจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนกับแพลทินัม อิควิตี้ บริษัทการลงทุนจากสหรัฐฯ โดยทั้งสองฝ่ายจะถือหุ้นในสัดส่วนฝ่ายละ 50%
บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ใช้ชื่อว่า Peranel (เพราเนล) ครอบคลุมแบรนด์มากกว่า 30 แบรนด์ ที่จำหน่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ S.Pellegrino, Source Perrier, Acqua Panna, Nestlé Pure Life และแบรนด์น้ำดื่มท้องถิ่นอีกหลายแบรนด์
ข้อตกลงดังกล่าวประเมินมูลค่ากิจการของ Peranel ไว้ที่ 4,900 ล้านยูโร โดยคาดว่าเนสท์เล่จะได้รับเงินสดประมาณ 3,000 ล้านยูโร เมื่อธุรกรรมแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า
การลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจน้ำดื่มเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปรับพอร์ตธุรกิจภายใต้การนำของฟิลิปป์ นาฟราทิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่ต้องการนำเงินทุนและทรัพยากรไปมุ่งเน้นแบรนด์หลักที่มีอัตรากำไรและโอกาสเติบโตสูงกว่า เช่น เนสกาแฟ คิทแคท ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับเด็ก และอาหารสัตว์เลี้ยง
แม้ธุรกิจน้ำดื่มของเนสท์เล่ยังสร้างกำไรได้ แต่มีอัตราการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรต่ำกว่าแบรนด์หลัก ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำแร่ในฝรั่งเศสยังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บริษัทพิจารณาหาพันธมิตรหรือขายหุ้นบางส่วนมาตั้งแต่ปี 2567
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อื่น ๆ เช่น ยูนิลีเวอร์ และเรคคิทท์ ที่ทยอยลดจำนวนแบรนด์และขายธุรกิจที่เติบโตช้า เพื่อนำทรัพยากรไปลงทุนในกลุ่มสินค้าที่สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า ตามแรงกดดันจากนักลงทุน
ด้านผลประกอบการ เนสท์เล่มียอดขายแบบออร์แกนิกในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 3.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.6% โดยราคาสินค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.9% และปริมาณการขายขยายตัว 1.8%
ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายแบบออร์แกนิกตลอดปีเป็น 3-4% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3%
เนสท์เล่ยังคาดว่าอัตรากำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นตามต้นทุนกาแฟและโกโก้ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนค่าขนส่งและพลังงาน โดยธุรกิจในเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกาได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้บริษัทจะยังไม่ประเมินมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง






