thansettakij
thansettakij
BJC โชว์ฟอร์มแกร่ง Q2/2569 วางยุทธศาสตร์ ค้าปลีก-ค้าส่ง ดันพอร์ตโตต่อเนื่อง

BJC โชว์ฟอร์มแกร่ง Q2/2569 วางยุทธศาสตร์ ค้าปลีก-ค้าส่ง ดันพอร์ตโตต่อเนื่อง

29 ส.ค. 69 | 03:55 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ส.ค. 69 | 03:57 น.

BJC โชว์ฟอร์มแกร่ง Q2/2569 กำไรปกติโต 12.8% แตะ 1,228 ล้านบาท กางแผนค้าปลีก-ค้าส่ง ปูพรม Big C Mini พร้อมวางยุทธศาสตร์ขยายอาณาจักรในเวียดนาม หนุนพอร์ตโตต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • BJC ระบุผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,228 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค
  • วางกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกโดยเน้นขยายสาขา "บิ๊กซี มินิ" โมเดลใหม่ขนาด 300 ตร.ม. ตั้งเป้าเปิดให้ครบ 120 สาขาภายในปี 2569
  • มุ่งขยายธุรกิจในเวียดนาม (MM Vietnam) เพื่อเป็นฐานการเติบโตที่สำคัญ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเวียดนามให้ใกล้เคียง 50% ในระยะยาว
  • ทุ่มงบลงทุนขยายกำลังการผลิตในกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (แก้วและกระป๋อง) เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่อยู่ในระดับสูง

นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของบริษัทมียอดขายเติบโตประมาณ 2.6% กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) อยู่ที่ 1,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยยังให้ความสำคัญกับการบริหารอัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและการดำเนินงาน เพื่อรองรับตลาดที่มีความท้าทายในภาวะปัจจุบัน

ตัวเลขผลประกอบการของ BJC

โดย BJC แบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. Packaging ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ แก้วและกระป๋อง 2. Consumer สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น Food, Non-Food, Personal Care และ Tissue 3. Healthcare ธุรกิจ ยาและเครื่องมือแพทย์ และ 4. Modern Retail / Modern Supply Chain ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง เช่น Big C Thailand และ MM Vietnam

Packaging รับ Demand สูง ดัน GP เพิ่ม

ในกลุ่ม Packaging แบ่งเป็นธุรกิจแก้วและธุรกิจกระป๋อง เติบโตจากความต้องการ (Demand) ที่อยู่ในระดับสูง โดยบริษัทใช้แนวทาง Cost Optimization เมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น จะช่วยให้ต้นทุนต่อหน่วยดีขึ้น ทำให้จัดแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ส่งผลให้ GP ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มพันธมิตรหลักหรือลูกค้ารายใหญ่ของธุรกิจแก้ว มีสัดส่วนประมาณ 49% ส่วนอีก 51% เป็นลูกค้าอีก 230 ราย ขณะที่ธุรกิจกระป๋องสามารถ Pass Through Cost ได้เกือบ 100% เนื่องจากเป็น Contract มีคำสั่งซื้อเต็มไปจนถึงสิ้นปี และ Demand ค่อนข้างล้นจนต้องขยายกำลังการผลิต ขยายเตาเพิ่มอีก

“ธุรกิจแก้วและกระป๋องในส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) โดยรวมเติบโตประมาณ 30% โดยบริษัทได้รวมโรงงานผลิตแก้วในมาเลเซียและเวียดนามเข้ามาบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงและจัดสรรกำลังการผลิต รวมถึงนำเข้าแก้วมาเติมเต็มการผลิตในไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต้นทุน ซึ่งธุรกิจแก้วก็มีคำสั่งซื้อเต็มไปจนถึงสิ้นปี และยังคงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน”

Consumer เติบโตดี ขยายตลาดเพิ่ม Market Share

กลุ่ม Consumer แบ่งออกเป็น Food, Non-Food, Personal Care และ International (เน้นธุรกิจ Trading ในเวียดนามเป็นหลัก) ยังทำได้ดี ส่วนกลุ่ม Snack ของบริษัทก็เติบโตขึ้น ดัน Market Share เพิ่มขึ้น 1% จโดยบริษัทได้ทยอยออกสินค้าและรสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น โปรตีนชิ ตามเทรนด์ Health and Wellness มีโปรตีน 12 กรัม รวมถึงผลิตภัณฑ์เจลลี่ และผลิตภัณฑ์ข้าวอกกุ้ง ส่วนกลุ่ม Non-Food ยกตัวอย่างธุรกิจสบู่นกแก้วมี Market Share ประมาณ 73.2% และยังคงเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ 80 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน

Personal Care & Health Care มุ่งพัฒนาต่อเนื่อง

ขณะที่ Personal Care แบรนด์หลักในพอร์ต ได้แก่ POND’S และ DMP รวมถึง Promise ในกลุ่ม Hair Care, Face ในกลุ่มดูแลผิว และ Ages สำหรับ Sensitive Skin ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และขยาย Segment ไปสู่กลุ่มเด็กเล็กมากขึ้น รวมถึงช่องทางโรงพยาบาลและการขยายตลาดไปยังจีน

ยังมีกลุ่ม Health Care ที่แบ่งเป็นธุรกิจเครื่องมือแพทย์และยา ยอดขายลดลงเล็กน้อย แต่ในแง่กำไรยังทำได้ดี ซึ่งบริษัทได้มุ่งพัฒนา Solution Base มากขึ้น โดยมีธุรกิจ Distributor ของยา รวมถึง Special Ingredient ซึ่งนำไปใช้ในการผลิตขนมช็อกโกแลต ไอศกรีม KFC และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของบริษัท ตั้งแต่การพัฒนาสูตรไปจนถึง Solution Design ร่วมกับ Innovation

Modern Supply Chain มี SSSG ติดลบ 2.1%

นางฐาปณี กล่าวว่า ในสาย Modern Supply Chain มี SSSG ของ Modern Retail ติดลบ2.1% โดย Big C Thailand ติดลบ 3.5% ขณะที่ MM Vietnam กลับเติบโต 5.9% และหากคิดเป็นเงินดองเติบโตประมาณ 8.9% โดย GP อยู่ที่ 18.1% และเติบโตขึ้น

ตัวเลข Modern Retail Supply Chain ในธุรกิจของ BJC

โดยบริษัทได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของกำไร โดยลดสัดส่วนธุรกิจ B2B ที่ไม่ก่อให้เกิดกำไรในระดับที่น่าพอใจ และบริหารเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนหมุนเวียน เน้นบริหารต้นทุนโดยไม่กระทบคุณภาพทั้ง Sourcing จากจีน มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ เพื่อสร้างความหลากหลายของ Material Cost ขณะที่ Production Efficiency Improvement มุ่งเน้น Process Optimization โดยครึ่งปีแรกสร้างผลลัพธ์ได้ 917 ล้านบาท

Big C Mini ปรับโมเดลขยายสาขา

สำหรับ Big C Mini เดิมมีขนาดประมาณ 135, 180 หรือ 200 ตารางเมตร ก่อนพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ 250-300 ตารางเมตร โดยเน้นขนาด 300 ตารางเมตร ปัจจุบันเปิดบริการแล้ว 18 สาขา และมียอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทวางแผนใช้สาขา Big C ขนาดใหญ่เป็น Hub เพื่อส่งสินค้า Delica และ Food ไปยัง Big C Mini ในรูปแบบ Hub and Spoke

“ปี 2569 นี้ เราตั้งเป้าหมายเปิด Big C Mini ขนาด 300 ตารางเมตรให้ครบ 120 สาขา จากปัจจุบันเปิดแล้ว 18 สาขา และอยู่ระหว่างดำเนินงานอีก 102 สาขา ส่วนปีถัด ๆ ไปจะขยายโมเดลร้านขนาดเฉลี่ยประมาณ 200 ตารางเมตรเพิ่มเติม”

นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี

โมเดล Big C Mini ขนาดใหญ่แบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน ได้แก่ โซนคาเฟ่ขนาดเล็กสำหรับเครื่องดื่ม กาแฟ โกโก้ ซอฟต์เสิร์ฟ เบเกอรี่ และอาหารสด Delica, โซน HBA สำหรับสินค้าสุขภาพและความงาม พร้อมเคาน์เตอร์ Pharmacy และโซนขนม ของเล่นเด็ก และสินค้าแนว Toy Story ทั้งเพิ่ม SKU จากเดิม 5,000 รายการ เป็นมากกว่า 8,000 รายการ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10,000 รายการ เพื่อให้มีความหลากหลายของสินค้า

นอกจากนี้ ยังมีแผน Renovation จำนวน 18 สาขา โดยดำเนินการเสร็จแล้ว 7 สาขา ขณะที่ Renovation รวมมีจำนวน 320 สาขา ครอบคลุมตั้งแต่ Refresh ไปจนถึงการปรับเป็นสาขาขนาดใหญ่

เพิ่มสัดส่วนธุรกิจในเวียดนาม ดัน MM Vietnam หนุนผลประกอบการ

ทางด้านธุรกิจ MM Vietnam มีเป้าหมาย PLM ที่ 30% ภายในปี 2573 (2030) ทั้งตั้งเป้าขยายสาขาประมาณ 4 จุด สัดส่วนผสมระหว่างไซส์เล็กและไซส์ใหญ่ และควบคุมงบลงทุนไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี โดย MM Vietnam จะมีสาขาใหญ่ที่ดานัง พื้นที่ประมาณ 20,000 และมีลักษณะคล้าย Mall แบบ Big C เต็มรูปแบบ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อ

“บริษัทมองว่าเวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และธุรกิจยังคงเป็นบวก ด้วยโครงสร้างที่ประกอบด้วย Trading โรงงานผลิตแก้ว และโรงงานผลิตกระป๋อง ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มสัดส่วนธุรกิจเวียดนามให้ใกล้ 50% จากปัจจุบันประมาณ 15% โดยอยู่ระห ว่างพิจารณา Strategic Partner เพื่อเสริม Technology, Expertise และ Channel โดยเวียดนามอาจเป็นตลาดขาออก ขยายตลาดยังครอบคลุมสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ต่อไป”

รักษาเป้าหมายเติบโตเฉลี่ย 10% ถึงปี 2030

ทั้งนี้ BJC ยังทุ่มเงินลงทุนกว่า 5,438 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานใหม่ โดยใช้ Automation เพิ่ม Capacity 30% ที่คาดคืนทุนภายใน 7-8 ปี พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายกำลังผลิตปีหน้าอีก 1,000 ล้านบาท และขยายเตากระป๋อง 2,000 ล้านบาท

โดยยังคงเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยตามยุทธศาสตร์ 5 ปี ที่ระดับ 10% ไปจนถึงปี 2573 (2030) พร้อมดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป เพิ่มประสิทธิภาพ ขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ และลงทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาคุณภาพของกำไรและรองรับเป้าหมายการเติบโตตามยุทธศาสตร์

เสริมแกร่งพอร์ตธุรกิจ กระจายความเสี่ยงดันรายได้โต

ด้าน นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันในกลุ่มธุรกิจของบริษัทมีจุดแข็ง จากการมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยงที่มีทิศทางการดำเนินงานแตกต่างกัน ภาพรวมยังสามารถสร้างกำไรและผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง

การขยายธุรกิจในเวียดนามจะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจ สามารถใช้เป็นฐานธุรกิจรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ และช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้จากการกระจายธุรกิจในหลายภูมิภาค

แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความมั่นคง ปัญหาสงคราม และความขัดแย้งทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อ Sentiment ของตลาด ตลาดหุ้น และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งบริษัทก็อยู่ระหว่างมองหาโอกาสขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคอื่น เช่น แอฟริกาและอเมริกา เพื่อนำสินค้าและบริการจากไทยไปขยายตลาดด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Big C ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องการพัฒนาไปสู่ Destination รวมถึงการดูแลชุมชนเกษตรกรไทยดำเนินการผ่านการรับซื้อผลผลิตโดยตรง โดยเฉพาะ Big C Mini ที่จะเป็นจุดให้บริการสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเน้นการนำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการกินดีอยู่ดีในระดับราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ต่อไป