
เอกชนย้ำ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน หากไม่ผ่านศาล รธน. รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
เอกชนชี้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐบาลต้องรับผิดชอบหากไม่ผ่านความเห็นชอบศาล รธน.
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบด้วยการลาออก หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไม่ผ่าน
- เหตุผลที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบคือมีการเบิกจ่ายงบประมาณบางส่วนไปใช้ล่วงหน้าก่อนที่กฎหมายจะได้รับการรับรอง
- มีการวิจารณ์การจัดสรรเงินกู้ที่ไม่เหมาะสม เช่น การทุ่มงบให้รถยนต์ EV ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเดิม และเงินที่อัดฉีดไม่ถึงคนรากหญ้าจริง
- ข้อเสนอแนะคือรัฐบาลควรใช้งบประมาณเพื่อลดภาระค่าครองชีพอย่าง
ท่ามกลางการรอคอยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน เสียงสะท้อนจากภาคค้าปลีก-ส่งชี้ให้เห็นถึงความกังวลต่อการบริหารจัดการงบประมาณที่อาจสวนทางกับความอยู่รอดของคนตัวเล็กในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าขั้นโคม่า
รัฐบาลกำลังฝากความหวังไว้กับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินกู้มหาศาล คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ต่อกรณี พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายทางการเมือง แต่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป
นายสมชาย พรรัตนเจริญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันซับซ้อนเกินกว่าที่ "ยาขนานเดิม" อย่างการกู้เงินมาแจกจะรักษาได้ เพราะสมการการค้าได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากอิทธิพลของทุนต่างชาติและแพลตฟอร์มออนไลน์
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เนื่องจากมีการเบิกจ่ายงบประมาณบางส่วนไปใช้ก่อนที่กฎหมายจะรองรับ ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนการใช้เงินกู้ที่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น การทุ่มงบกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปเดิมในประเทศที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤตและทยอยปิดตัวลง
“การใช้เงินกู้เพื่อไป "ทำลาย" อีกกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งเพื่อสร้างอีกกลุ่มหนึ่ง จึงถูกตั้งคำถามถึงความยุติธรรมและความยั่งยืนในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย
อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.ก. เงินกู้ผ่านความเห็นชอบ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบเดิม เช่น โครงการ "ไทยช่วยไทย" ไม่ควรถูกนำกลับมาใช้ซ้ำอีก”
เม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก สุดท้ายกลับไหลไปสู่กระเป๋าของ "เจ้าสัว" หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่หัวจรดเท้า ในขณะที่คนจนกลับมีหนี้สินเพิ่มขึ้นและยากจนลงกว่าเดิม การกู้เงินมาเพื่อแจกจ่ายจึงไม่ต่างจากการนำเงินภาษีในอนาคตไปอุดหนุนกำไรให้กลุ่มทุนที่รวยระดับโลกอยู่แล้ว
นายสมชาย กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณไปในส่วนที่สร้างความยั่งยืนและลดภาระค่าครองชีพอย่างแท้จริง แทนที่จะเน้นเพียงการกู้เงินมาแจกเพื่อเพิ่มตัวเลข GDP ไม่ว่าจะเป็น การลดค่าครองชีพพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดต้นทุนการเดินทางของคนทำงาน ค่าไฟฟ้า ที่วันนี้ประชาชนแบกรับมากเกินไป






