
ผ่าอาณาจักร 144 ปี ‘BJC’ ภายใต้ร่มเงา ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี
ความสำเร็จ 144 ปี ‘BJC' ภายใต้ร่มเงา ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี จากรากฐานการค้าสยาม สู่ Business Ecosystem ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน
KEY
POINTS
- BJC บริษัทเก่าแก่ 144 ปี ปัจจุบันอยู่ภายใต้กลุ่มทีซีซี โดยมี “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้นำองค์กร
- ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "Business Ecosystem" ที่เชื่อมโยง 4 สายธุรกิจหลักเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ บรรจุภัณฑ์, อุปโภคบริโภค, เวชภัณฑ์ และค้าปลีกสมัยใหม่ (บิ๊กซี)
- ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสมาชิกบิ๊กซีกว่า 22 ล้านรายในการพัฒนาธุรกิจ พร้อมขยายการลงทุนสู่ระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
บนเส้นทางการค้าที่ยาวนาน 144 ปี บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ไม่ได้เป็นเพียงตำนานการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของไทย แต่กำลังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมต่อการผลิต การกระจายสินค้า และการค้าปลีกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อมุ่งสู่การเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้กลยุทธ์การเติบโตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกภาคส่วน
เส้นทางทศวรรษแห่งความสำเร็จของ BJC ภายใต้ร่มเงา "ทีซีซี กรุ๊ป" นำทัพโดย “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี
จากยุคเริ่มแรก ธุรกิจนำเข้าส่งออกสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ระดับภูมิภาคด้วยโมเดล Business Ecosystem ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงต้นน้ำถึงปลายน้ำผ่าน 4 สายงานหลัก พร้อมเผยผลประกอบการล่าสุดที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ย้อนรอย 144 ปี "เบอร์ลี่ ยุคเกอร์"
จากรากฐานสยามสู่เครือข่ายทีซีซี ประวัติศาสตร์ของ BJC เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างตระกูล "เบอร์ลี่" และ "ยุคเกอร์" ที่ร่วมกันวางรากฐานการค้าในราชอาณาจักรสยาม ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ขึ้นในปี 2467 ดำเนินธุรกิจการค้า โดยเริ่มจากธุรกิจโรงสีข้าว เหมืองแร่ ไม้สัก และการเดินเรือ ความสำเร็จในยุคบุกเบิกได้ส่งต่อมาสู่การเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกชั้นนำ ก่อนจะขยายตัวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการจัดจำหน่ายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อมาในปี 2544 กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง การผลิตภาคอุตสาหกรรม การค้าพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางการเงิน ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (Berli Jucker) อย่างเป็นทางการ
ปี 2559 BJC ขยายธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย โดยเข้าถือหุ้นใหญ่ใน “Big C Supercenter” ด้วยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ผู้บริหารหญิงคนแรก
ปี 2566 BJC ประกาศแต่งตั้ง “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ลูกสาวคนเล็กของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ซึ่งเป็นการแต่งตั้งผู้บริหารหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของ BJC ในรอบ 140 ปี
ปัจจุบัน BJC ภายใต้การบริหารของ "เครือทีซีซี" (TCC Group) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นยักษ์ใหญ่ที่ดำเนินกิจการครบวงจร
ยุทธศาสตร์ Business Ecosystem
พลังแห่งการเชื่อมโยง ภายใต้การนำของ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ได้ออกแบบโครงสร้างธุรกิจที่เรียกว่า "Business Ecosystem" ซึ่งประกอบด้วย 4 สายอุปทานหลัก (Supply Chain) ที่ไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน แต่ส่งเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ
1. กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ (Packaging Supply Chain): BJC ครองตำแหน่งผู้ผลิตขวดแก้วรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้ผลิตกระป๋องอลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของไทย ธุรกิจส่วนนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่รองรับการเติบโตของสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ
2. กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค (Consumer Supply Chain): ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดจำหน่ายแบรนด์ที่คุ้นเคย เช่น เทสโต, เซลล็อกซ์ และพฤกษาก๊าซ โดยมีเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 243,000 ร้านค้าทั้งในไทยและเวียดนาม
3. กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค (Healthcare & Technical Supply Chain): ทำหน้าที่เชื่อมโยงนวัตกรรมทางการแพทย์สู่โรงพยาบาลและคลินิกทั่วประเทศ
4. กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Supply Chain): การเข้าซื้อกิจการ "บิ๊กซี" (Big C) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ BJC มีช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านสาขากว่า 1,750 แห่ง และฐานสมาชิก Big Point กว่า 22 ล้านราย
ผ่าผลประกอบการไตรมาส 1/2569
รายงานผลประกอบการล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดล Ecosystem นี้ แม้สภาวะการบริโภคจะยังคงเปราะบางในบางกลุ่มสินค้า แต่ BJC ยังสามารถรายงาน รายได้รวมอยู่ที่ 41,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% (YoY)
ความน่าสนใจอยู่ที่ "ความหลากหลายของพอร์ตธุรกิจ" ที่ช่วยรักษาสมดุลของแหล่งรายได้ เมื่อกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่และสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อสินค้า Non-Food ที่ฟื้นตัวช้า กลุ่มบรรจุภัณฑ์และกลุ่มเวชภัณฑ์กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเพื่อมาชดเชย โดยเฉพาะกลุ่มเวชภัณฑ์และเทคนิคที่มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) พุ่งสูงถึง 411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162.8% YoY จากการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจภายหลังการยุติการดำเนินงานของธุรกิจที่กำไรต่ำ
นอกจากนี้ BJC ยังโชว์ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน (Cost Discipline) และการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Mix Optimization) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 42 bps มาอยู่ที่ 20.8% ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time expenses) จากการปรับโครงสร้างสาขาและการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ
Big Data และการเติบโตระดับภูมิภาค หัวใจสำคัญที่ทำให้ BJC แตกต่างจากองค์กรทั่วไป คือการเปลี่ยน "ช่องทางจำหน่าย" ให้เป็น "ขุมทรัพย์ข้อมูล" ข้อมูลเชิงลึกจากสมาชิก Big Point กว่า 22 ล้านราย ถูกส่งกลับไปยังต้นน้ำเพื่อพัฒนาสินค้าและปรับปรุงซัพพลายเชนแบบ Real-Time
นอกจากนี้ การขยายตัวของ "เครือข่ายร้านค้าโดนใจ" ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 11,911 แห่ง มาอยู่ที่ 30,797 แห่งในไตรมาสล่าสุด เป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์การลงลึกถึงระดับฐานรากของเศรษฐกิจ
ในด้านการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค BJC ได้เริ่มรับรู้ผลจากการเข้าลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในประเทศมาเลเซียและเวียดนาม (BJC-OI) ซึ่งช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและประสิทธิภาพการผลิตระหว่างโรงงานในแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายการเป็นระบบนิเวศธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
ด้วยสินทรัพย์รวม 335,399 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 129,005 ล้านบาท BJC กำลังก้าวสู่ทศวรรษใหม่ด้วยความพร้อมทั้งในด้านการเงินและยุทธศาสตร์ ดังที่ “นางฐาปณี” ได้ย้ำชัดว่า การเติบโตที่ยั่งยืนคือการสร้างระบบที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้
BJC ในวัย 144 ปี จึงไม่ใช่เพียงบริษัทที่เก่าแก่ แต่คือองค์กรที่ล้ำสมัยด้วยโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยง ผู้คน ข้อมูล และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในอนาคตเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งในสมรภูมิการค้าแห่งอาเซียน






