thansettakij
thansettakij
ผ่าอาณาจักร 144 ปี ‘BJC’ ภายใต้ร่มเงา ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

ผ่าอาณาจักร 144 ปี ‘BJC’ ภายใต้ร่มเงา ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

02 ก.ค. 69 | 08:11 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 69 | 08:33 น.

ความสำเร็จ 144 ปี ‘BJC' ภายใต้ร่มเงา ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี จากรากฐานการค้าสยาม สู่ Business Ecosystem ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน

KEY

POINTS

  • BJC บริษัทเก่าแก่ 144 ปี ปัจจุบันอยู่ภายใต้กลุ่มทีซีซี โดยมี “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้นำองค์กร
  • ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "Business Ecosystem" ที่เชื่อมโยง 4 สายธุรกิจหลักเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ บรรจุภัณฑ์, อุปโภคบริโภค, เวชภัณฑ์ และค้าปลีกสมัยใหม่ (บิ๊กซี)
  • ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสมาชิกบิ๊กซีกว่า 22 ล้านรายในการพัฒนาธุรกิจ พร้อมขยายการลงทุนสู่ระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน


 

บนเส้นทางการค้าที่ยาวนาน 144 ปี บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ไม่ได้เป็นเพียงตำนานการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของไทย แต่กำลังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมต่อการผลิต การกระจายสินค้า และการค้าปลีกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อมุ่งสู่การเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้กลยุทธ์การเติบโตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกภาคส่วน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์  ในยุคเริ่มแรก

เส้นทางทศวรรษแห่งความสำเร็จของ BJC ภายใต้ร่มเงา "ทีซีซี กรุ๊ป" นำทัพโดย “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ทายาทเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

จากยุคเริ่มแรก ธุรกิจนำเข้าส่งออกสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ระดับภูมิภาคด้วยโมเดล Business Ecosystem ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงต้นน้ำถึงปลายน้ำผ่าน 4 สายงานหลัก พร้อมเผยผลประกอบการล่าสุดที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ย้อนรอย 144 ปี "เบอร์ลี่ ยุคเกอร์"

จากรากฐานสยามสู่เครือข่ายทีซีซี ประวัติศาสตร์ของ BJC เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างตระกูล "เบอร์ลี่" และ "ยุคเกอร์" ที่ร่วมกันวางรากฐานการค้าในราชอาณาจักรสยาม ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ขึ้นในปี 2467 ดำเนินธุรกิจการค้า โดยเริ่มจากธุรกิจโรงสีข้าว เหมืองแร่ ไม้สัก และการเดินเรือ ความสำเร็จในยุคบุกเบิกได้ส่งต่อมาสู่การเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกชั้นนำ ก่อนจะขยายตัวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการจัดจำหน่ายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมาในปี 2544 กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง การผลิตภาคอุตสาหกรรม การค้าพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางการเงิน ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (Berli Jucker) อย่างเป็นทางการ

กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) โดยเจ้าสัวเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี เข้าถือหุ้นใหญ่ในปี 2544

ปี 2559 BJC ขยายธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย โดยเข้าถือหุ้นใหญ่ใน “Big C Supercenter” ด้วยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ผู้บริหารหญิงคนแรก

ปี 2566 BJC ประกาศแต่งตั้ง “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ลูกสาวคนเล็กของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ซึ่งเป็นการแต่งตั้งผู้บริหารหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของ BJC ในรอบ 140 ปี

ปัจจุบัน BJC ภายใต้การบริหารของ "เครือทีซีซี" (TCC Group) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นยักษ์ใหญ่ที่ดำเนินกิจการครบวงจร

ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC

ยุทธศาสตร์ Business Ecosystem

พลังแห่งการเชื่อมโยง ภายใต้การนำของ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ได้ออกแบบโครงสร้างธุรกิจที่เรียกว่า "Business Ecosystem" ซึ่งประกอบด้วย 4 สายอุปทานหลัก (Supply Chain) ที่ไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน แต่ส่งเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันอย่างมีนัยสำคัญ

1. กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ (Packaging Supply Chain): BJC ครองตำแหน่งผู้ผลิตขวดแก้วรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้ผลิตกระป๋องอลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของไทย ธุรกิจส่วนนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่รองรับการเติบโตของสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ

2. กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค (Consumer Supply Chain): ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดจำหน่ายแบรนด์ที่คุ้นเคย เช่น เทสโต, เซลล็อกซ์ และพฤกษาก๊าซ โดยมีเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 243,000 ร้านค้าทั้งในไทยและเวียดนาม

3. กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค (Healthcare & Technical Supply Chain): ทำหน้าที่เชื่อมโยงนวัตกรรมทางการแพทย์สู่โรงพยาบาลและคลินิกทั่วประเทศ

4. กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Supply Chain): การเข้าซื้อกิจการ "บิ๊กซี" (Big C) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ BJC มีช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านสาขากว่า 1,750 แห่ง และฐานสมาชิก Big Point กว่า 22 ล้านราย

ผ่าผลประกอบการไตรมาส 1/2569

รายงานผลประกอบการล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดล Ecosystem นี้ แม้สภาวะการบริโภคจะยังคงเปราะบางในบางกลุ่มสินค้า แต่ BJC ยังสามารถรายงาน รายได้รวมอยู่ที่ 41,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% (YoY)

ความน่าสนใจอยู่ที่ "ความหลากหลายของพอร์ตธุรกิจ" ที่ช่วยรักษาสมดุลของแหล่งรายได้ เมื่อกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่และสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อสินค้า Non-Food ที่ฟื้นตัวช้า กลุ่มบรรจุภัณฑ์และกลุ่มเวชภัณฑ์กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเพื่อมาชดเชย โดยเฉพาะกลุ่มเวชภัณฑ์และเทคนิคที่มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) พุ่งสูงถึง 411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162.8% YoY จากการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจภายหลังการยุติการดำเนินงานของธุรกิจที่กำไรต่ำ

นอกจากนี้ BJC ยังโชว์ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน (Cost Discipline) และการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Mix Optimization) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 42 bps มาอยู่ที่ 20.8% ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time expenses) จากการปรับโครงสร้างสาขาและการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์

Big Data และการเติบโตระดับภูมิภาค หัวใจสำคัญที่ทำให้ BJC แตกต่างจากองค์กรทั่วไป คือการเปลี่ยน "ช่องทางจำหน่าย" ให้เป็น "ขุมทรัพย์ข้อมูล" ข้อมูลเชิงลึกจากสมาชิก Big Point กว่า 22 ล้านราย ถูกส่งกลับไปยังต้นน้ำเพื่อพัฒนาสินค้าและปรับปรุงซัพพลายเชนแบบ Real-Time

นอกจากนี้ การขยายตัวของ "เครือข่ายร้านค้าโดนใจ" ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 11,911 แห่ง มาอยู่ที่ 30,797 แห่งในไตรมาสล่าสุด เป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์การลงลึกถึงระดับฐานรากของเศรษฐกิจ

ในด้านการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค BJC ได้เริ่มรับรู้ผลจากการเข้าลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในประเทศมาเลเซียและเวียดนาม (BJC-OI) ซึ่งช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและประสิทธิภาพการผลิตระหว่างโรงงานในแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายการเป็นระบบนิเวศธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ด้วยสินทรัพย์รวม 335,399 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 129,005 ล้านบาท BJC กำลังก้าวสู่ทศวรรษใหม่ด้วยความพร้อมทั้งในด้านการเงินและยุทธศาสตร์ ดังที่ “นางฐาปณี” ได้ย้ำชัดว่า การเติบโตที่ยั่งยืนคือการสร้างระบบที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้

BJC ในวัย 144 ปี จึงไม่ใช่เพียงบริษัทที่เก่าแก่ แต่คือองค์กรที่ล้ำสมัยด้วยโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยง ผู้คน ข้อมูล และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในอนาคตเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งในสมรภูมิการค้าแห่งอาเซียน