
'ไทยช่วยไทยพลัส' ฉุดยอดขายวูบ 50% ภัตตาคารไทย ร้องนายกฯ ขยายสิทธิเข้าร่วม
สมาคมภัตตาคารไทยขอรัฐขยายสิทธิ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้ร้านอาหารรายได้ 2-5 ล้านบาท หลังผู้ประกอบการในระบบภาษีได้รับผลกระทบ ยอดขายลดลง 30-50%
KEY
POINTS
- สมาคมภัตตาคารไทยยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เนื่องจากเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในระบบภาษีจำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมได้
- ร้านอาหารที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการเผยว่ายอดขายลดลงถึง 50% เพราะลูกค้าสอบถามถึงการใช้สิทธิและเปลี่ยนไปใช้บริการร้านอื่นแทนเมื่อทราบว่าใช้สิทธิไม่ได้
- ผู้ประกอบการเรียกร้องให้ขยายสิทธิช่วยเหลือร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในระบบภาษี (รายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี) เพื่อความเป็นธรรมและลดผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงาน ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สมาคมได้ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อขอให้พิจารณาขยายสิทธิหรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ได้
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งสมาคมภัตตาคารไทยเห็นว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากและช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากที่ดำเนินกิจการถูกต้องตามกฎหมาย อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม มีการจ้างงานและส่งเงินสมทบประกันสังคม มีรายได้เฉลี่ย 2-5 ล้านบาทต่อปี กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากเกณฑ์กำหนดให้เฉพาะผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
ร้านอาหารสะท้อนลูกค้าหาย หลังใช้สิทธิไม่ได้
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า สมาชิกในสมาคมภัตตาคารไทยมีผู้ประกอบการร้านอาหารในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ ย่านบรรทัดทอง เยาวราช สามย่าน เชียงใหม่ ขอนแก่น และอุดรธานี ได้สะท้อนปัญหาว่า ลูกค้าจำนวนมากเดินเข้ามาสอบถามว่าสามารถใช้สิทธิ "โครงการไทยช่วยไทยพลัส" ได้หรือไม่ เมื่อทราบว่าไม่สามารถใช้สิทธิได้ก็เลือกเดินออกจากร้านไปทันที
"ร้านอาหารส่วนใหญ่ยอมรับกติกาของภาครัฐและเข้าใจว่ารัฐบาลต้องการช่วยเหลือรายเล็ก แต่เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการจริง กลับพบว่าลูกค้าจำนวนมากเดินเข้ามาถามว่าสามารถใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสได้หรือไม่ เมื่อทราบว่าใช้สิทธิไม่ได้ก็เดินออกจากร้านไปทันที"
บางร้านต้องปฏิเสธลูกค้าวันละหลายสิบราย ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มกังวลต่อแนวโน้มรายได้ในระยะยาว หากสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาโครงการ
ยอดขายทรุด ต้นทุนพุ่ง เสี่ยงกระทบการจ้างงาน
นางฐนิวรรณ ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ที่ยอดขายเฉลี่ยปรับลดลงราว 30% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20%
นอกจากนี้จากการสำรวจความคิดเห็นสมาชิกสมาคมภัตตาคารไทย พบว่าหลังโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เริ่มดำเนินการ 7 วัน ร้านอาหารที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการหลายแห่งมีจำนวนลูกค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางร้านประเมินว่ายอดลูกค้าหายไปแล้วกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มโครงการ
นอกจากนี้ยังต้องแบกรับภาระค่าแรง ค่าพลังงาน ค่าเช่าสถานประกอบการ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากอยู่ในภาวะรายได้ลดลง แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น
"ร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่ร้านใหญ่ แต่เป็นร้านขนาดเล็กที่มียอดขายเกินเกณฑ์เพียงเล็กน้อย อยู่ในช่วงรายได้ประมาณ 2-5 ล้านบาทต่อปี และอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องอีก 4 เดือน อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการจ้างงาน"
เร่งประสานภาครัฐ หวังขยายสิทธิช่วยผู้ประกอบการ
ล่าสุดวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สมาคมภัตตาคารไทยอยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้าจากภาครัฐ หลังได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อขอให้พิจารณาขยายสิทธิหรือกำหนดมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า สมาคมได้ส่งหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยตรงแล้วพร้อมทั้งอยู่ระหว่างประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีรายได้เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีการประสานข้อมูลไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อขอให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา และรับทราบผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สมาคมย้ำว่าไม่ได้ต้องการให้ร้านอาหารขนาดใหญ่หรือเชนร้านอาหารรายใหญ่เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในระบบภาษี ได้รับโอกาสเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการจ้างงานจำนวนมาก และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก
"เราเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องการให้ภาครัฐมองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในระบบภาษีด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย"
เสียงสะท้อนผู้ประกอบการ ทำถูกกฎหมายแต่กลับเสียเปรียบ
นางสุภมาส คงวิวัฒนากุล ร้านอาหารกล่องแสนศุข อ.พานทอง ชลบุรี เปิดเผยข้อมูลกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เริ่มดำเนินการร้านอาหารที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้รับผลกระทบโดยตรงจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกใช้จ่ายกับร้านที่สามารถใช้สิทธิได้
"ลูกค้าหลายคนโทรมาสอบถามก่อนเข้ามาใช้บริการ เมื่อทราบว่าร้านไม่สามารถใช้สิทธิได้ก็เปลี่ยนไปใช้บริการร้านอื่น ทำให้ยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด"
ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเริ่มโครงการยอดขายของร้านลดลงประมาณ 30-40% โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าครอบครัวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดจากเดิมที่มียอดขายวันละ 4-5 หมื่นบาท เหลือเพียงประมาณ 2-3 หมื่นบาทต่อวัน
"เราเสียภาษีอย่างถูกต้องอยู่ในระบบมาตลอดแต่ทุกครั้งที่มีมาตรการลักษณะนี้ กลับเป็นกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ก่อนเสมอ จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณามาตรการที่สร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีด้วย"
หวั่นกระทบธุรกิจและการจ้างงานในวงกว้าง
นางสุภมาส กล่าวว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ได้เผชิญเพียงผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส เท่านั้น แต่ยังต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเช่า และค่าแรงงาน ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ
โดยมองว่าหากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจประสบปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีพนักงานจำนวนมากต้องดูแล
"ร้านอาหารไม่ได้ดูแลแค่เจ้าของกิจการ แต่ยังมีพนักงานและครอบครัวอีกจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง หากธุรกิจเหล่านี้อยู่ไม่ได้ ผลกระทบจะขยายไปถึงการจ้างงานและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง"
ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่สามารถขยายสิทธิเข้าร่วมโครงการได้ ผู้ประกอบการเสนอให้พิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น การลดหย่อนภาษี หรือการช่วยเหลือด้านต้นทุนสาธารณูปโภค เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง







