thansettakij
thansettakij
นักวิชาการเตือน “ไทยช่วยไทย พลัส” เสี่ยงบิดเบือนตลาด ฉุดฐานภาษี

นักวิชาการเตือน “ไทยช่วยไทย พลัส” เสี่ยงบิดเบือนตลาด ฉุดฐานภาษี

10 มิ.ย. 69 | 07:31 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มิ.ย. 69 | 07:35 น.

นักวิชาการมหาวิทยาลัยกรุงเทพชี้ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่เสี่ยงบิดเบือนการแข่งขัน สร้างแรงจูงใจหลบภาษี และกระทบความสามารถแข่งขันของไทยในระยะยาว

KEY

POINTS

  • โครงการอาจทำให้การแข่งขันในตลาดบิดเบือน เนื่องจากผู้บริโภคอาจเลือกซื้อสินค้าจากร้านที่ได้รับสิทธิ์ประโยชน์แทนการพิจารณาคุณภาพหรือราคา
  • มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะหลีกเลี่ยงการเข้าระบบภาษีหรือแจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษาสิทธิ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานภาษีของประเทศในระยะยาว
  • เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน หรือการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำ คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน โดยภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิประโยชน์แก่ร้านค้าบางประเภทอาจส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากเงื่อนไขการได้รับเงินสนับสนุนมากกว่าคุณภาพสินค้า ราคา หรือประสิทธิภาพการให้บริการ ส่งผลให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเกิดความบิดเบือน และลดประสิทธิภาพของกลไกตลาดเสรี

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการกำหนดเกณฑ์สิทธิประโยชน์ตามระดับรายได้ อาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการบางส่วนหลีกเลี่ยงการขยายธุรกิจ ไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริง หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรักษาสถานะการได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Threshold Effect”

บทวิเคราะห์ยังชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดการทำบัญชีหลายชุด การลดการออกใบกำกับภาษี และการหดตัวของฐานภาษีในอนาคต ซึ่งอาจสวนทางกับความพยายามของภาครัฐในการผลักดันระบบภาษีดิจิทัลและ e-Tax Invoice ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นักวิชาการเตือน “ไทยช่วยไทย พลัส” เสี่ยงบิดเบือนตลาด ฉุดฐานภาษี

ในมิติการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ขณะที่ผลกระทบอาจขยายไปตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจ (Value Chain) ตั้งแต่ภาคการผลิต เกษตรกรรม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงาน หากกำลังซื้อถูกดึงออกจากธุรกิจในระบบอย่างมีนัยสำคัญ

 

รศ.ดร.สุชาติ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้มาตรการลักษณะนี้อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เช่น การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอว่า หากภาครัฐต้องการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างยั่งยืน ควรมุ่งเน้นมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การสนับสนุน Digital Transformation การเข้าสู่ระบบภาษีดิจิทัล การใช้ AI และเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ ตลอดจนการสนับสนุนการส่งออกและการขยายตลาดใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่าการกระตุ้นการบริโภคเพียงระยะสั้น