
"ไทยช่วยไทยพลัส" ไม่ตอบโจทย์! รายย่อยเมินเข้าระบบ หวั่นภาระภาษีพุ่ง
แฉความจริงร้านค้ารายย่อยถอนตัวโครงการโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพียบ "ประธานชมรมหาบเร่แผงลอยกรุงเทพฯ " ย้ำ Statement สวยก็กู้ไม่ได้ถ้ายังติดหล่มหนี้เสีย
KEY
POINTS
- ผู้ค้ารายย่อยกังวลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีในอนาคต
- แม้การเข้าระบบจะช่วยสร้างประวัติทางการเงิน แต่ผู้ค้าจำนวนมากติดปัญหาหนี้เสีย (NPL) ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้จริง
- ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความกังวลว่าสิทธิประโยชน์พื้นฐานเดิมอาจลดลงหรือหายไป หากมีการรวมสิทธิในโครงการใหม่
นางสาวญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร เปิดเผยข้อมูลกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีแนวทางเชื่อมโยงสิทธิระหว่างโครงการคนละครึ่งกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้จะเป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย
“ทุกการมีสวัสดิการถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือ สิทธิพื้นฐานเดิมจะยังอยู่ครบหรือไม่”
ปัจจุบันผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีอยู่กว่า 13 ล้านคน โดยที่ผ่านมาได้รับวงเงินช่วยเหลือด้านค่าอุปโภคบริโภคประมาณ 300 บาทต่อเดือน รวมถึงสิทธิช่วยเหลือด้านค่าเดินทาง ค่าแก๊สหุงต้ม และค่าสาธารณูปโภคบางส่วน หากมีการรวมสิทธิภายใต้โครงการใหม่ รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าสิทธิประโยชน์เดิมของกลุ่มเปราะบางจะยังได้รับต่อเนื่องหรือไม่
สะท้อนร้านค้ารายย่อยยังไม่มั่นใจเข้าร่วมโครงการ
นางสาวญาดา กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจในการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสเนื่องจากมองว่าแรงจูงใจที่ได้รับอาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับภาระที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
"ผู้ค้าหลายคนยังมีความกังวลเรื่องภาษี และกังวลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงมาตรการรัฐ อาจถูกนำไปใช้เป็นฐานประเมินภาษีในอนาคต
ในช่วงที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งพลัสเคยมีผู้ใช้สิทธิกว่า 20 ล้านคน แต่ร้านค้ารายย่อยจำนวนมากเริ่มถอนตัวจากระบบ เนื่องจากกังวลต้นทุนและผลกระทบด้านภาษี โดยผู้ค้ารายเล็กหรือหาบเร่แผงลอยจำนวนมากมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ บางช่วงขายดีเพราะมีมาตรการรัฐ แต่เมื่อหมดโครงการ รายได้ก็กลับมาอยู่ระดับเดิม ผู้ค้าจึงกังวลว่ารายได้ช่วงนั้นจะกลายเป็นฐานภาษี"
ชี้ปัญหา NPL ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของรายย่อย
นางสาวญาดา กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะสนับสนุนให้ร้านค้าเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างประวัติทางการเงิน หรือ Statement สำหรับใช้ยื่นขอสินเชื่อ แต่ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังมีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19
“ผู้ค้าหลายรายเคยได้รับผลกระทบจากโควิด ทำให้มีประวัติค้างชำระหรืออยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ”
กลุ่มผู้ประกอบการระดับ Nano SME จำนวนมากจึงยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน แม้จะมีประวัติการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มขึ้นก็ตามในทางปฏิบัติต่อให้มี Statement แต่หากยังติดสถานะ NPL การเข้าถึงสินเชื่อก็ยังเป็นเรื่องยาก
โดยผู้ค้าหลายรายกลายเป็น NPL จากการผิดนัดชำระหนี้เพียง 2-3 เดือนในช่วงโควิด ก่อนถูกบันทึกในเครดิตบูโร ส่งผลให้ไม่สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ในปัจจุบัน
เสนอรัฐพิจารณาแจกเงินสด-ใช้ระบบดิจิทัลกระจายสินค้า
นางสาวญาดา เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลรวดเร็ว ควรพิจารณามาตรการที่เข้าถึงประชาชนโดยตรงมากขึ้น เช่น การช่วยเหลือในรูปแบบเงินสด เพื่อให้ประชาชนนำไปบริหารค่าใช้จ่ายตามความจำเป็น
“ประชาชนแต่ละคนมีภาระค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน บางคนต้องใช้จ่ายเรื่องค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน หรือค่าสาธารณูปโภค เพราะฉะนั้นหากช่วยเหลือโดยตรง เงินก็จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว”
นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐใช้ระบบดิจิทัลที่มีอยู่ เช่น “เป๋าตัง” หรือ “ถุงเงิน” เป็นช่องทางกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงร้านค้ารายย่อยได้ทั่วถึงมากขึ้น
“ปัจจุบันมีระบบรองรับอยู่แล้ว หากนำมาปรับใช้เพิ่มเติม อาจช่วยให้การกระจายสินค้าหรือมาตรการช่วยเหลือเข้าถึงผู้ค้ารายย่อยได้ง่ายขึ้น”
มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
นางสาวญาดา มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2และ3 ยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะสงคราม ความผันผวนด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย
ช่วงที่ผ่านมาทั้งอากาศร้อนจัด ฝนตกหนัก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ล้วนกระทบต่อการค้าขายของผู้ประกอบการรายเล็ก ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยิ่งสะท้อนความเปราะบางของกลุ่มผู้ประกอบการฐานราก ซึ่งยังต้องการมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงได้จริงและสอดคล้องกับปัญหาในทางปฏิบัติ







