
‘ศ.ดร.พรายพล’ เบรกลอยตัวราคาน้ำมันหลังสงกรานต์ เตือนรัฐต้องคุม-กันขาดแคลน
‘ศ.ดร.พรายพล’ เบรกลอยตัวราคาน้ำมันหลังสงกรานต์ เตือนรัฐต้องคุม-กันขาดแคลน ระบุนายกฯสั่งปิดปั๊มหลังสี่ทุ่มเป็นการเตรียมพร้อม
KEY
POINTS
- ศ.ดร.พรายพล ไม่เห็นด้วยกับการลอยตัวราคาน้ำมันหลังสงกรานต์ ชี้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาควบคุมเพื่อไม่ให้ราคาพุ่งสูงจนประชาชนเดือดร้อน
- เตือนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันปัญหาน้ำมันขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าปัญหาราคาแพง
- เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการควบคุมราคาเพิ่มเติม เช่น การลดค่าการกลั่นและภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีกระแสข่าวจะมีการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันในประเทศไทยหลังสงกรานต์ ว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ควรจะเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม เพราะในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานก็ต้องเข้าไปช่วยควบคุมดูแล หากปล่อยให้เป็นไปตามราคาของตลาดโลกก็คงจะไม่ไหว เพราะราคาขายปลีกในประเทศคงพุ่งทะลุเกิน 50 บาทต่อลิตร ซึ่งประชาชนก็จะรับไม่ไหว
“มองว่าเรื่องลอยตัวราคาน้ำมันในประเทศไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่น่าจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามมากกว่า โดยรัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง 100% ที่จะต้องเข้ามาควบคุมและให้ความช่วยเหลือ“
ทั้งนี้ หากถามว่ารัฐบาลจะสามารถช่วยดูแลราคาน้ำมันในประเทศไปได้อีกนานแค่ไหนนั้น คงไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน เพราะสถานการณ์ยังคงมีความผันผวนอยู่ จะเห็นได้จากเมื่อมีการประกาศหยุดยิง ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับลดลง แต่ก็ไม่รู้จะหยุดยิงได้นานแค่ไหน หากมีการสู้รบกันเกิดขึ้นอีกราคาน้ำมันก็จะปรับตัวสูงขึ้น
โดยต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์การสำรองในประเทศว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งราคาก็คงจะปรับตัวสูงขึ้น แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คืออย่าให้น้ำมันขาดแคลน ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า
“สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนสูงตามสถานการณ์สู้รบ หากมีการสู้รบกันราคาก็อาจกลับไปแตะที่กว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล
โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าให้น้ำมันขาดแคลน น้ำมันแพงยังพอใช้งานได้ แต่ถ้าน้ำมันขาดแคลนจะทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักเศรษฐกิจจะแย่ และจะเกิดปัญหาทางสังคมตามมา ดังนั้นต้องบริหารจัดการให้มีน้ำมันใช้แม้ราคาจะสูงก็ตาม”
สำหรับมาตรการ หรือวิธีการควบคุมดูแลน้ำมันในประเทศที่มากกว่าเดิมนั้น คงจะเป็นการควบคุมเชิงปริมาณ เพราะราคารัฐบาลสามารถควบคุมได้ เช่น การควบคุมการผลิต ปริมาณการใช้งาน และการนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการใช้ถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะยังไม่ได้มีการควบคุมมากนัก หากระยะเวลาผ่านไปปริมาณน้ำมันสำรองเหลือน้อยก็อาจจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น
ซึ่งก็อาจจะมีการควบคุมการใช้ มีการปันส่วน ปั๊มน้ำมันต้องปิดเร็วขึ้น ไฟโฆษณาที่ไม่จำเป็นก็อาจจะต้องปิด โดยถือว่าเป็นขั้นวิกฤต ซึ่งรัฐบาลก็อาจจะต้องมีการเตรียมมาตรการไว้ม้ไทยอาจจะยังไม่ได้ไปถึงขั้นดังกล่าวก็ตาม
“การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายให้ปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่มตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 69 เป็นต้นไป ถือว่าเป็นการเตรียมการในสถานการณ์ที่วิกฤต แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่ไม่หนักมาก หากเป็นแค่การกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน”
ศ.ดร.พรายพล กล่าวอีกว่า การดำเนินการตามาตรการของนายกฯนั้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หรือเศรษฐกิจกลางคืน ซึ่งภาคธุรกิจก็คงจะต้องมีการปรับตัว และเตรียมการให้พร้อมก่อนปั๊มจะปิด โดยอาจจะต้องลำบากมากขึ้น แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าในช่วงวิกฤตการดำเนินการทุกอย่างจะเหมือนเดิมไม่ได้
ส่วนคำถามที่ว่าไทยจะสามารถลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลงได้อีกหรือไม่นั้น หากต้องการดำเนินการจริงคงทำได้ โดยหากยังเห็นว่าปัจจุบันค่าการกลั่นยังสูงก็สามารถลดลงมาได้อีก รวมถึงแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพียงเท่านี้ราคาน้ำมันในประเทศก็จะลดลงมาได้อีกมาก
“ลดค่าการกลั่นล่าสุด 2 บาทในความเป็นจริงก็ลดแค่ 2 ผลิตภัณฑ์เท่านั้นนั่นก็คือกลุ่มดีเซล แต่ยังสามารถลดได้ทุกผลิตภัณฑ์ และเกินกว่า 2 บาท อีกทั้งราคาในตลาดโลกก็ปรับตัวลดลง ไทยก็สามารถที่จะลดราคาตามภาวะตลาดโลกได้ แต่ก็ต้องยอมรับในความผันผวน รัฐบาลเองก็ต้องปรับตัว ไม่ว่าน้ำมันในตลาดโลกจะขึ้นหรือลง ก็ต้องทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมีความเสถียร”







