
จับตา “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เฟสใหม่ เม.ย.นี้ ความหวังเดียวพยุงรายย่อย
สมาคมภัตตาคารไทยชี้ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” ยังเป็นเครื่องมือหลักกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ 20 ล้านคน ฝ่าวิกฤตของแพง-น้ำมันพุ่ง
KEY
POINTS
- โครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” มีแนวโน้มจะกลับมาในเดือนเมษายน เพื่อเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
- โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นความหวังเดียวในการพยุงธุรกิจรายย่อยและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันและสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
- มาตรการนี้จะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1 ล้านรายทั่วประเทศ และช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- มีการเสนอให้โครงการมีระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเทศกาลสงกรานต์และสร้างความต่อเนื่องของการใช้จ่าย
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้มีสัญญาณชัดเจนว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ” กำลังจะกลับมาอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายนนี้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการ แต่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหาร ได้เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวแล้ว
นางฐนิวรรณกล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในทุกช่วง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปอุดหนุนหรือช่วยเหลือเฉพาะภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบพร้อมกันทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จึงถูกมองว่าเป็น “คำตอบเดียว” ในการช่วยเหลือประชาชนในภาพรวม เนื่องจากเป็นมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยตรง เพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
จากข้อมูลของโครงการในช่วงที่ผ่านมา พบว่าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะต่อธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Micro SME ประมาณ 1 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ค้ารายย่อย กลุ่มสินค้าชุมชน และสินค้า OTOP โดยในจำนวนนี้มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการประมาณ 60% สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาคอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ในแง่ของผู้บริโภค มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มกำลังซื้ออย่างมีนัยสำคัญ จากการที่ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 50% ทำให้เงินในมือของประชาชนเพิ่มขึ้นทันที ตัวอย่างเช่น หากประชาชนมีเงิน 100 บาท จะสามารถใช้จ่ายได้รวม 200 บาท ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพ และทำให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน โครงการคนละครึ่งพลัสในรอบที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงประชาชนได้ถึงประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นทันทีเฉลี่ยวันละประมาณ 100 บาท หรือมากกว่า 1,000 บาทต่อครึ่งเดือน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทบโดยตรงต่อยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหาร
นางฐนิวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากโครงการเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน ควรพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการใช้จ่าย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้ใช้จ่ายทุกวัน การมีระยะเวลามาตรการที่ยาวเพียงพอจะช่วยสร้างความต่อเนื่องของการใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อการประคองกลุ่มเปราะบางที่มีอยู่กว่า 9 ล้านราย ซึ่งหากรวมสมาชิกในครัวเรือน จะมีจำนวนสูงถึงประมาณ 30–40 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ให้สามารถรับมือกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและพยุงเศรษฐกิจฐานราก แต่ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องปรับตัวด้านการบริหารจัดการต้นทุนควบคู่กันไป ในขณะที่ภาครัฐมีบทบาทในการดูแลภาพรวมเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน เพื่อให้ธุรกิจรายย่อยสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบัน







