thansettakij
thansettakij
จับตา 3 เดือนร้านอาหารปิดตัวอื้อ จี้รัฐเร่งอัดฉีด "คนละครึ่งพลัสเฟส 2"

จับตา 3 เดือนร้านอาหารปิดตัวอื้อ จี้รัฐเร่งอัดฉีด "คนละครึ่งพลัสเฟส 2"

30 มี.ค. 69 | 09:40 น.
อัปเดตล่าสุด :30 มี.ค. 69 | 11:09 น.

น้ำมันพุ่ง 6 บาทพ่นพิษ "Cost Shock" ดันต้นทุนขนส่ง-วัตถุดิบดีดแรง 25% ทุบร้านอาหาร SME กำไรหายจนเข้าเนื้อ เอกชนเตือน 3 เดือนข้างหน้าเสี่ยงเลิกจ้างพุ่ง 20% จี้รัฐเร่งอัดฉีด "คนละครึ่งพลัสเฟส 2" พยุงกำลังซื้อก่อนผู้ประกอบการแบกไม่ไหวจ่อหยุดกิจการ

KEY

POINTS

  • ธุรกิจร้านอาหารเผชิญวิกฤตต้นทุนพุ่งสูงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบ ทำให้กำไรลดลงอย่างหนัก
  • คาดการณ์ว่าช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีความเสี่ยงสูงที่ร้านอาหาร โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SME) จะต้องปิดกิจการหากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้
  • ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เช่น โครงการ "คนละครึ่งพลัสเฟส 2" เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือร้านอาหารขนาดเล็กและสตรีทฟู้ด ซึ่งมีกำไรน้อยและต้องแบกรับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี (GP) เพิ่มเติม

สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ยืดเยื้อเริ่มส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น หลังผ่านช่วง 1–2 เดือนแรกที่ผลกระทบยังอยู่ในระดับจำกัด แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 กลับพบว่าต้นทุนในระบบปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าคาด โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันทันที 6 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นระดับที่รุนแรงกว่าปกติ และกลายเป็น “Cost Shock” ที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลกระทบในระยะเริ่มต้นไทยได้รับเพียงทางอ้อม แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นทันทีราว 20–25% และเริ่มลุกลามไปยังต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ซัพพลายเออร์ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง แม้แต่สินค้าควบคุมราคาอย่าง “ข้าวสาร” ก็ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติกที่เริ่มขาดแคลน ทำให้ราคาถุงและกล่องบรรจุอาหารปรับตัวสูงขึ้น และมีความเสี่ยงขาดตลาดในระยะถัดไป

ด้านวัตถุดิบอาหารปรับขึ้นแทบทุกชนิด โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งที่ราคาสูงอยู่แล้ว เช่น ไข่ไก่ที่ปรับขึ้นหลายรอบ พริกสดจากกิโลกรัมละ 100 บาท เป็น 180 บาท รวมถึงมะนาว ผักสด เนื้อหมู และเนื้อไก่ สะท้อนภาพรวมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งระบบ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ธุรกิจร้านอาหารเข้าสู่ภาวะ “ต้นทุนบีบกำไร” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

SME รับแรงกระแทกหนัก กำไรหาย-เริ่มขาดทุน

ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มสตรีทฟู้ดและรายย่อยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีอัตรากำไรเพียง 15–20% อยู่แล้ว เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี (GP) ประมาณ 30% และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอีก 15–20% ส่งผลให้หลายร้านไม่เหลือกำไร และบางส่วนเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดทุน ทางเลือกของผู้ประกอบการกลุ่มนี้จึงมีจำกัด คือ “ปรับขึ้นราคา” หรือ “หยุดกิจการชั่วคราว” เพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลาย

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

ขณะที่ร้านอาหารขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ยังพอรับมือได้จากการใช้กลยุทธ์ทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย แม้ต้องแลกกับกำไรที่ลดลง 30–40% แต่ยังสามารถประคองธุรกิจให้เดินต่อได้จากความได้เปรียบด้านเงินทุนและโครงสร้างต้นทุน

3 ระยะผลกระทบ จากช็อกสู่การคัดผู้รอด

ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่

  • ระยะสั้น (1–4 สัปดาห์): ธุรกิจเผชิญภาวะ “ช็อก” จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที แต่ยังไม่สามารถปรับราคาขายได้ ส่งผลให้กำไรหายไป 10–30% และเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง
  • ระยะกลาง (1 เดือน): ซัพพลายเออร์ทยอยขึ้นราคา ผู้บริโภคเริ่มรับรู้ภาวะของแพง ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว
  • ระยะยาว: ตลาดจะเข้าสู่ช่วง “คัดผู้รอด” ร้านที่ปรับตัวไม่ทันจะขาดทุนสะสม ขณะที่ธุรกิจที่บริหารต้นทุนได้ดีจะอยู่รอดและอาจได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม

โดยธุรกิจร้านอาหารที่มีความเสี่ยงสูงในสถานการณ์ต้นทุนขาขึ้นได้แก่ กลุ่มที่พึ่งพาช่องทางเดลิเวอรีเป็นหลัก เนื่องจากต้องแบกรับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในอัตราสูง ประกอบกับร้านที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าหรือมีต้นทุนขนส่งในระยะไกล

ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงร้านที่ตั้งราคาขายแบบตายตัว ไม่สามารถปรับราคาได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนผู้ประกอบการ SME ที่มีอัตรากำไรต่ำอยู่แล้ว ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีความเปราะบางสูง และมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาดทุนหรือสภาพคล่องตึงตัวได้มากกว่ากลุ่มอื่นในระยะถัดไป

ศรษฐกิจ 3 เดือน 6 เดือน เสี่ยงกำลังซื้อหด-ว่างงานเพิ่ม

ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะช่วยประคองกำลังซื้อได้บางส่วน แต่หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดในกลุ่ม SME

ผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดต้นทุนคงที่ เช่น ชะลอการจ้างงาน หรือไม่รับพนักงานเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 20% ข้อเสนอเชิงนโยบายคือ การลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมชั่วคราว เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ในระยะ 6 เดือน ประเมินว่าสถานการณ์สงครามอาจไม่ยืดเยื้อเกินครึ่งปี แต่ยังต้องติดตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดประเด็นน่ากังวลคือภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้ายางพาราและอาหารกระป๋อง ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง หากได้รับผลกระทบจะกระทบต่อรายได้ประเทศโดยรวม

เร่งปรับตัว 3 ระดับ ทางรอดธุรกิจร้านอาหาร

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวใน 3 ระดับ ได้แก่

  • ระยะเร่งด่วน: ลดต้นทุนทันที เช่น ปรับปริมาณอาหาร ลดของเสีย เจรจาซัพพลายเออร์ ตัดเมนูที่ไม่ทำกำไร และบริหารรอบขนส่ง
  • ระยะโครงสร้าง: ปรับเมนูใหม่ (Menu Engineering) ดันเมนูกำไรสูง และใช้การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น
  • ระยะกลยุทธ์: ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดลิเวอรี สร้างฐานลูกค้าประจำ ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุน และลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

ภาพรวมสถานการณ์สะท้อนชัดว่า SME โดยเฉพาะร้านอาหารกำลังเผชิญแรงกดดันระดับ “กลางถึงสูง” แม้ยังไม่ล้มทันที แต่หากไม่สามารถปรับตัวได้ภายใน 1–2 เดือน มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปัญหาสภาพคล่อง

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงช่วงต้นทุนขาขึ้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะ “คัดกรองผู้ประกอบการ” โดยธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว บริหารต้นทุนได้ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค จะเป็นกลุ่มที่สามารถอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในระยะต่อไป