
ธุรกิจจ๊าก! ต้นทุนพลังงานทุบซ้ำ ดาหน้าชักธงรบขึ้นราคายกแผง
พิษสงครามตะวันออกกลาง ลุกโซน ทุกอุตสาหกรรมระงม ตั้งแต่ภาคขนส่งยัน ธุรกิจเกี่ยวกับปากท้องดาหน้าแห่ปรับราคาขึ้นยกแผง ลั่นแบกรับ ต้นทุนไม่ไหวแล้ว
KEY
POINTS
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการไทยอย่างรุนแรง
- ภาคธุรกิจขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และบริการส่งพัสดุ ประกาศปรับขึ้นอัตราค่าบริการเพื่อสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
- ผลกระทบได้ขยายวงกว้างไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง ร้านอาหาร และท่องเที่ยว ซึ่งต่างเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อบรรเทาภาระต้นทุน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และไม่แน่นอนในระยะนี้ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในมิติของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นไม่เพียงกดดันภาคการขนส่งและโลจิสติกส์หากยังส่งผ่านภาระไปยังภาคธุรกิจทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภคปากท้อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่กำลังซื้อยังเปราะบางผู้ประกอบการจึงต้องเผชิญโจทย์ท้าทายในการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า
ภาคที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและมีผลต่อทุกอุตสาหกรรมส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนคงหนีไม่พ้นภาคขนส่ง ที่นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ สะท้อนว่า จากสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้เริ่มตั้งแต่เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 4 สัปดาห์ และไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงในเวลาอันใกล้ทั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั้งโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับราคาสูงขึ้นทุกตลาด ส่งผลให้มีการขาดแคลนน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จในประเทศ ที่นำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลก
ล่าสุดได้จัดประชุมโดยมีมติประกาศปรับอัตราค่าขนส่งขึ้นในรูปแบบขั้นบันได ตั้งแต่ 10-20-25% ตามลักษณะหรือรูปแบบของการขนส่งแต่ละประเภท นอกจากนี้ได้ประกาศแจ้งให้ผู้ประกอบการขนส่งเจรจาต่อรองกับผู้ว่าจ้าง ให้มีการปรับอัตราค่าขนส่งขึ้นโดยอ้างอิงจากราคาน้ำมัน และทำสัญญาให้มีผลผูกพันทางกฎหมายทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ยังได้รณรงค์ให้ผู้ประกอบการขนส่งใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศมาบริหารจัดการการรับส่งสินค้า เน้นลดรถเที่ยวเปล่าขากลับ เพื่อลดต้นทุน และลดการปล่อยคาร์บอนจากการวิ่งรถโดยไม่จำเป็น ส่วนสาเหตุที่สหพันธ์การขนส่งทางบกฯปรับขึ้นค่าขนส่งในครั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงมาตรการต่างๆ ที่นำเสนอต่อรัฐบาล จำนวน 8 ข้อ ต่อกระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคมแล้ว แต่ภาครัฐกลับไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ขณะที่ระบบขนส่งทางน้ำอย่าง เรือโดยสารเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือคลองแสนแสบ ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซล B7 ที่พุ่งแตะ 38.94 บาทต่อลิตร กระทบต่อต้นทุนการเดินเรืออย่างรุนแรงจึงจำเป็นต้องปรับอัตราค่าโดยสารใหม่เพิ่มขึ้น 2 บาทต่อช่วงระยะทาง จากเดิม 11-21 บาท เป็น 13-23 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันที่ 6 เมษายน หากราคาน้ำมันยังคงสูงเกินกว่า 35 บาทต่อลิตร อาจต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกระยะละ 1 บาทตามเกณฑ์
เช่นเดียวกับนาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยาจำกัด กล่าวว่า บริษัทฯได้ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารเรือทุกประเภทอีก 2 บาทสำหรับเรือธงส้มปรับเป็น 18 บาทตลอดสาย เรือธงเหลือง 23 บาทตลอดสาย และเรือธงเขียวเหลืองปรับขึ้นตามระยะทางสูงสุดที่ 35 บาท เนื่องจากไม่สามารถแบกรับราคาน้ำมันที่กระโดดขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้
ขณะบริษัทฯขนส่ง 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชม) หรือ KEX บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด และ บริษัท โกลบอล เจท เอ็กซ์เพรส (ไทยแลนด์) ผู้ให้บริการขนส่งภายใต้ชื่อ J&T ประกาศปรับขึ้นราคาค่าบริการขนส่งพัสดุ สาเหตุหลักมาจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน จะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อชิ้น โดยมีผลพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
มาที่ภาคก่อสร้างได้รับผลกระทบรุนแรง นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) มองว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากต้นทุนพลังงาน และปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายไม่ยินยอมลงนามในสัญญาเพราะมองว่าได้ไม่คุ้มเสีย หากลงนามไปแล้วเชื่อว่าและยากจะได้คืนคือค่า K (Escalation Factor) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเดือดร้อน สมาคมฯขอเรียกร้องค่า K ที่หน่วยงานภาครัฐคู่สัญญาที่ยังค้างจ่าย 3,000-4,000 ล้านบาท คืนให้กับภาคเอกชน เป็นกรณีเร่งด่วน รวมถึงขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้กับผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนการปรับสูตรค่า Kใหม่ให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นแต่รัฐต้องกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน
ทางด้านธุรกิจเกี่ยวกับปากท้อง นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” ที่คาดว่าจะเริ่มในเดือนเมษายนนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการประคองกำลังซื้อและช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบอาหารซึ่งในปีนี้ผู้ประกอบการยังเผชิญภาวะ “ผีซ้ำด้ำพลอย” จากต้นทุนวัตถุดิบที่เร่งตัวเร็วกว่าปกติในช่วงหน้าแล้ง ทั้งนี้มองว่า กลไกของโครงการที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายทำให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงการบริโภคในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านอาหาร ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กและสตรีทฟู้ดยังคงมีรายได้หมุนเวียน แม้จะอยู่ในภาวะ “ต้นทุนบีบกำไร”
ขณะเดียวกันเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณามาตรการเสริมควบคู่กัน โดยเฉพาะการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการเช่น ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน รวมถึงการลดภาระเงินสมทบประกันสังคมชั่วคราว เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถประคองตัวได้ในช่วงวิกฤต นอกจากนี้เสนอให้มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเพิ่มเติม เช่น โครงการด้านการท่องเที่ยว หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม และกระจายเม็ดเงินไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง
ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า Soft Loan ของธนาคารออมสินในรอบนี้ ถือว่ามาตรงจังหวะ เพราะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังต้องการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองธุรกิจและรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีความท้าทายของ Soft Loan ในครั้งนี้
คือการออกแบบกลไกให้สามารถเข้าถึงเอสเอ็มอีรายย่อยที่มีความเปราะบาง ซึ่งในอดีตมักเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก นอกจากนี้เสนอให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งจัดสรรวงเงินให้สอดคล้องกับขนาดกิจการ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงนอกจากนี้ภาครัฐควรบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและหน่วยงานด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อช่วยยกระดับเอสเอ็มอีให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาวด้วย
นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ สมาคมฯได้เสนอ “ชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ในระดับเป้าหมายสำหรับภาคท่องเที่ยว ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน
ควบคู่กับการกำหนด “Tourism Fuel Rate” หรือราคาน้ำมันเฉพาะสำหรับภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราราคาพิเศษให้กับผู้ประกอบการขนส่งนักท่องเที่ยว เช่น รถรับส่งโรงแรม รถทัวร์ และเรือท่องเที่ยว ผ่านระบบบัตรหรือการคืนเงินตามปริมาณการใช้งานจริง เพื่อลดต้นทุนในภาคขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบ และป้องกันการส่งผ่านต้นทุนไปยังนักท่องเที่ยว
ในด้านภาษี เสนอให้มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว 6–12 เดือน และออกมาตรการ Energy Tax Credit ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันไปหักภาษีได้โดยตรง ขณะเดียวกันควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับ SMEs เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลชั่วคราว การพักชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยประคองสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนผันผวน
เพื่อรักษา demand ของตลาด เสนอให้ภาครัฐเร่งออก โครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” โดยขยายรูปแบบจากคนละครึ่งเดิมให้ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบราคาขายมากเกินไป
ในขณะเดียวกัน สมาคมฯเห็นว่าควรมีมาตรการช่วยเหลือสายการบินควบคู่กันไป เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของสายการบินเช่นกัน โดยเสนอให้มีการ ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ชั่วคราว และลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เช่นlanding fee และ passenger service charge รวมถึงการจัดทำ แพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive Package) สำหรับเส้นทางระยะไกล เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด การแบ่งเบาความเสี่ยงร่วมกับสายการบิน (Load Factor Support) ในบางเส้นทางใหม่หรือเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อจูงใจให้สายการบินเปิดหรือคงเส้นทางบินไว้ในช่วงที่ต้นทุนสูงและ demand ยังไม่ฟื้นเต็มที่
ในระยะกลาง เสนอให้จัดตั้งโครงการ “Solar for Tourism” โดยรัฐร่วมลงทุน 30–50% สำหรับการติดตั้ง Solar rooftop ในโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด “Green Transport Corridor” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ตโดยสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EV shuttle และ EV boat พร้อมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของระบบขนส่งทั้งเกาะในระยะยาวขณะเดียวกัน เสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนพยุงต้นทุนพลังงานภาคท่องเที่ยว (Tourism EnergyStabilization Fund) เพื่อช่วยรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน และให้การช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความเปราะบางสูง






