thansettakij
thansettakij
ดีเซลตลาดโลกพุ่ง กองทุนน้ำมันฯควัก 1,200 ล้านตรึงราคาขายในประเทศ

ดีเซลตลาดโลกพุ่ง กองทุนน้ำมันฯควัก 1,200 ล้านตรึงราคาขายในประเทศ

10 มี.ค. 2569 | 05:55 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 06:21 น.

พิพัฒน์เผยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควัก 1,200 ล้านตรึงราคาขายในประเทศ หลังดีเซลตลาดโลกพุ่ง เตรียมใช้เครื่องมือทางภาษี

KEY

POINTS

  • กองทุนน้ำมันฯ ต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยวันละ 1,200 ล้านบาท เพื่อตรึงราคาขายปลีกในประเทศ
  • รัฐบาลมีแผนจะทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจาก 29.94 บาท ไปสู่ระดับ 31.94 บาท เพื่อลดภาระของกองทุนฯ
  • ภาครัฐเตรียมพิจารณาใช้มาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยพยุงราคาไม่ให้กระทบค่าครองชีพ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายการตรึงราคาสินค้าน้ำมันดีเซล เป็นเวลา 15 วัน หลังจากนั้นตามแผนที่นายกรัฐมนตรีสั่งการไว้ ในช่วงนี้หลังจาก 15 วัน จะขยับราคาน้ำมันดีเซลจะค่อยๆ ปรับจาก 29.94 บาท ไปสู่ระดับ 31.94 บาท เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมใช้เครื่องมือทางภาษี โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีอื่นๆ แล้วมีมูลค่าใกล้เคียง 10 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยตรึงราคาไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ รวมทั้งหน้าโรงกลั่น จะเป็นกลไกสุดท้ายที่จะเข้าไปหารือ หากพูดคุยกันไม่ลงตัวรัฐบาลก็อาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆ เข้าไปจัดการต่อไป

ส่วนสถานะของกองทุนน้ำมันและการแบกรับภาระชดเชย จากการหารือวานนี้ (9 มี.ค.) พบว่า 1 วัน เฉลี่ย 1,200 ล้านบาท จากราคาน้ำมันประกาศวานนี้ 111 เหรียญ แต่ราคามีความผันผวนมาก บางช่วงดิ่งลงเหลือ 95 เหรียญ จึงต้องรอรอดูราคาประกาศจากตลาดกลางสิงคโปร์รายวันว่าจะลดลงตามตลาดโลกหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปจะปรับลดลง

ดังนั้นภาพรวมในขณะนี้ก็ถือว่าไทยใช้เงินชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน และปัจจุบันรัฐบาลมีการปรับราคาเบนซินขึ้น 50 สตางค์ พร้อมทั้งลดราคา E20 และ E85 ลง 50 สตางค์ เพื่อจูงใจให้คนสลับมาใช้พลังงานทางเลือกและช่วยลดภาระกองทุน

ดีเซลตลาดโลกพุ่ง กองทุนน้ำมันฯควัก 1,200 ล้านตรึงราคาขายในประเทศ

 

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากการประชุมสรุปสถานการณ์วานนี้ (9 มี.ค.) ยืนยันว่า สถานการณ์พลังงานภายในประเทศไทยหากไม่มีน้ำมันดิบหรือ LNG นำเข้ามาเพิ่มเลย คาดว่าจะสามารถยืนได้ถึง 95 วัน หรือประมาณ 3 เดือน และขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า ในส่วนของ LNG สามารถหาแหล่งเติมให้กับโรงไฟฟ้าและผู้ประกอบการได้ครบถ้วนแล้วไม่มีปัญหา

แต่ในส่วนของน้ำมันดิบยังต้องบริหารจัดการต่อ ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางประมาณ 50% และอีก50% มาจากแหล่งอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อเมริกา และหากมีความจำเป็นจริงๆ อาจจะต้องมีการสั่งซื้อจากประเทศรัสเซียเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตของโลกทำให้หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการและสามารถประสานซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีแนวทางในการยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันให้ยาวนานกว่า 3 เดือน โดยวางแผนเพิ่มปริมาณสำรองและนำพลังงานทดแทนมาใช้หลายส่วน อาทิ การเพิ่มสำรองน้ำมันตามกฎหมาย การใช้ไบโอดีเซล (B100) จะขยับการผสมน้ำมันจากสูตร B5 เป็น B7 ในวันที่ 14 มี.ค. นี้ และมีแผนจะขยับเป็น B10 รวมถึงรณรงค์ให้ใช้  E20 และ E85 เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลผลิตจากมันสำปะหลังและอ้อย

“หากแผนการเหล่านี้สำเร็จและเรายังนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นได้อีก 50% แน่นอนเราก็จะขยับความมั่นคงทางพลังงานในประเทศมีใช้เพียงพอจาก 3 เดือน เป็น 4 เดือน และ 5 เดือน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องตื่นตระหนกจนแห่ไปกักตุนน้ำมัน“

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับแพงขึ้นในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น อิงราคาประกาศตลาดกลางสิงคโปร์มาโดยตลอด ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในแถบเอเชีย แม้โรงกลั่นจะซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-4 เดือน แต่ต้นทุนน้ำมันที่นำมาเก็บในแทงค์จะถูกนำมาเฉลี่ยกันทั้งหมด ไม่สามารถแยกออกมาได้ว่าวันนี้จะขายเฉพาะน้ำมันที่ซื้อมาในราคา 60 เหรียญ ดังนั้นในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ตลาดสิงคโปร์ อาจมีการเก็งกำไรทำให้ราคากระโดดสูงกว่าราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามเข้าไปดูแล