
ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว
“สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน” กระทบหนักส่งออก-ภาคการผลิต หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ฉุดกำลังซื้อ ท่องเที่ยววูบ แนะรัฐโฟกัสธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ ขณะที่ภาคค้าปลีก เป็นธุรกิจปลายน้ำกระทบน้อย
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและส่งออกเป็นอันดับแรก ผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น
- หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ
- ผลกระทบต่อภาคค้าปลีกและผู้บริโภคจะเกิดขึ้นช้ากว่าภาคส่วนอื่น โดยจะค่อยๆ สะท้อนผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้นในระยะถัดไป
- ความไม่สงบที่ยาวนานอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากความกังวลด้านความปลอดภัยและค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยจับตาคือ คลื่นกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะ “ภาคค้าปลีก” เร็วและรุนแรงเพียงใด
ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากประเมินผ่านกรอบคิดเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก จะเห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะไม่ส่งถึงปลายทางการบริโภคในทันที แต่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านห่วงโซ่อุปทานจากต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ โดยค้าปลีกถือเป็น “ปลายน้ำ” ที่มักรับผลกระทบล่าช้ากว่าภาคอื่น
ธุรกิจค้าปลีกโดยหลักสามารถแบ่งสินค้าออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สินค้าคงทน (Durable goods) เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ สินค้ากึ่งคงทน (Semi-durable goods) เช่น เสื้อผ้า แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ และสินค้าไม่คงทน (Non-durable goods) เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ความอ่อนไหวต่อภาวะวิกฤตของสินค้าแต่ละประเภทแตกต่างกัน และมี “ระยะเวลาเดินทางของผลกระทบ” ไม่เท่ากัน
ตามทฤษฎีแล้ว หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความตึงเครียดทางการเมือง หรือความผันผวนของราคาน้ำมัน ผลกระทบจะใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน กว่าจะสะท้อนถึงตัวผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและกำลังซื้อ นั่นหมายความว่า ในระยะสั้น ภาคค้าปลีกยังมี “เวลาหายใจ” อยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ “ความยืดเยื้อ” ของสถานการณ์ หากเหตุการณ์จบลงภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะจำกัดอยู่ในระดับความตื่นตระหนกทางจิตวิทยา ไม่ได้กระทบกำลังซื้ออย่างแท้จริง แต่หากลากยาวเกิน 3 เดือนขึ้นไป ความเชื่อมั่นจะเริ่มสั่นคลอน และผู้บริโภคจะปรับพฤติกรรมชะลอการใช้จ่าย
กลไกดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตจะเป็นด่านแรกที่ได้รับแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนทางการเงิน เมื่อภาคการผลิตเริ่มรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการจะค่อยๆ ส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าในชั้นวาง
ดร.ฉัตรชัย ระบุว่า ภาคการผลิตคือกลุ่มที่จะ “โดนก่อน” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากห่วงโซ่อุปทานสะดุดจากความไม่แน่นอนด้านการขนส่งหรือความเสี่ยงด้านประกันภัยทางทะเล ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนจะตามมา จากนั้นจึงเป็นเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และสุดท้ายจึงจะมาถึงหน้าร้านค้าปลีก ค้าปลีกจึงเปรียบเสมือนปลายน้ำที่ต้องเฝ้าดูทิศทางของต้นน้ำและกลางน้ำก่อน
“การที่รัฐบาลเรียกเอกชนเข้าหารือในช่วงนี้ เป็นเรื่องเหมาะสม แต่ลำดับความสำคัญควรอยู่ที่กลุ่มต้นน้ำและภาคการผลิตก่อน เพราะหากต้นน้ำมีปัญหา การกำหนดมาตรการควบคุมไม่ให้สินค้าขาดตลาดในปลายน้ำก็แทบเป็นไปไม่ได้”
อีกมิติหนึ่งคือ โครงสร้างกำลังซื้อของไทย ซึ่งยังพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก นักท่องเที่ยวต่างชาติถือเป็นแรงเสริมสำคัญ แต่ไม่ใช่ฐานหลักของการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในระยะสั้น แม้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจชะลอลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยหรือค่าเดินทางที่สูงขึ้น ผลกระทบต่อยอดขายค้าปลีกโดยรวมอาจยังไม่รุนแรงทันที
ในเชิงนโยบาย ดร.ฉัตรชัย เห็นว่ารัฐบาลควรเตรียมแผนรองรับที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและการดูแลเสถียรภาพด้านโลจิสติกส์ หากสามารถตรึงหรือชะลอการส่งผ่านต้นทุนในช่วงแรกได้ จะช่วยประคองกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นอกจากนี้ การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในหลายกรณี ความตื่นตระหนกของผู้บริโภคเกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หากรัฐบาลสามารถให้ข้อมูลที่รอบด้านและสร้างความเชื่อมั่นว่ามีแผนรองรับเพียงพอ จะช่วยลดแรงกระแทกทางจิตวิทยาได้
“ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ข้อมูลที่ออกมาในช่วงต้นยังมีความไม่แน่นอนสูง”






