thansettakij
thansettakij
ปตท. กาง 5 กลยุทธ์ รีบาลานซ์ธุรกิจ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69

ปตท. กาง 5 กลยุทธ์ รีบาลานซ์ธุรกิจ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69

24 ก.พ. 2569 | 11:20 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 2569 | 11:30 น.

ปตท.กางยุทธศาสตร์ “The Great Rebalance” รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ชู 5 กลยุทธ์ปรับพอร์ต-เร่ง Mission X ดันกำไร 9 หมื่นล้านบาท พร้อมคุมหนี้ต่ำกว่า 2 เท่า เดินหน้า Net Zero ปี 2050

ภายในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 “ฝ่ามรสุม 69” ที่โรงแรม Anantara Siam Bangkok Hotel ห้อง Grand Ballroom เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ฉายภาพทิศทางองค์กรท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ “The Great Rebalance: การเงิน การลงทุน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก”

ปรับวิสัยทัศน์ รับโลกผันผวน

นางสาวภัทรลดา ระบุว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปตท.ได้ปรับวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ เพื่อรับมือบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความผันผวนด้านพลังงาน โดยย้ำว่าการเติบโตขององค์กรต้อง “แข็งแรงไปพร้อมกับสังคมไทย” และไม่อาจมองข้ามห่วงโซ่อุปทานและลูกค้า

“การจะ Protect ผลประกอบการและสร้างการเติบโต เราต้องแข็งแรงไปกับสังคมไทย เราต้องพาไปด้วยกัน และขณะเดียวกันก็ต้องไม่หยุดมองบริบทของโลก” ภัทรลดากล่าว

ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท.ต้องสวมหมวกสองใบ คือ บริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และรัฐวิสาหกิจที่ดูแลความมั่นคงพลังงานของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (E&P และก๊าซ) กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำและปิโตรเคมี

องค์กรจึงวาง 3 แกนหลัก ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ต้องไม่ให้เกิดภาวะไฟฟ้าสะดุด ราคาพลังงานต้องอยู่ในระดับที่ประเทศแข่งขันได้ และการเตรียมพร้อมพลังงานอนาคต ภายใต้กรอบ ESG และ Climate Change

CFO ปตท. ได้ย้อนดูกราฟราคาน้ำมันดิบดูไบตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรปี 2521 พบว่าความผันผวนรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันราคาสามารถเหวี่ยงขึ้นลงได้ถึง 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในปีเดียว ขณะที่ GDP ไทยเติบโตจำกัดหลังโควิด

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ปตท.ประกาศผลประกอบการล่าสุดแบบรวม (Consolidated) อยู่ที่ 90,000 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลในอัตรา Payout Ratio ราว 70% สะท้อนความสามารถรักษากระแสเงินสดและวินัยทางการเงิน

5 กลยุทธ์ “Rebalance”

เพื่อรับมือปี 2569 ปตท.กำหนด 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

  • De-risk พอร์ตลงทุน

ทบทวนธุรกิจที่ไม่สร้างผลตอบแทน หยุดหรือถอนทุนจากกิจการที่มีแนวโน้มต้องอุดหนุนระยะยาว พร้อมเร่งขยายธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น Upstream, LNG และการลงทุน E&P ผ่านการขยายกิจการและ M&A

  • ปรับโครงสร้าง Downstream

แม้ไทยมีโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ซับซ้อนสูง แต่ขาด “สเกล” เมื่อเทียบจีน อินเดีย หรือตะวันออกกลาง ปตท.จึงเลือกปรับพอร์ต ลดขนาดบางส่วน และมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

  • Mission X เพิ่ม EBITDA

โครงการปรับปรุงภายในองค์กรแบบ 360 องศา สร้าง EBITDA uplift ได้ราว 7,800 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสรายได้ใหม่

  • Digital & AI Transformation

องค์กรนำ Data และ AI มาช่วยงานรูทีน เพื่อให้บุคลากรมีเวลาโฟกัสเชิงกลยุทธ์ พร้อมพัฒนา Skill ด้านเทคโนโลยี รองรับความร่วมมือกับบริษัทเทคต่างชาติในรูปแบบ Joint Venture

  • Synergy & Asset Monetization

ทบทวนสินทรัพย์ในงบดุล เช่น ท่อ ถัง และท่าเรือ ที่เดิมเป็นเพียง Supporting function นำมารวมศูนย์ในแฟลกชิปเดียว สร้างสเกลและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและ Private Equity ระดับโลกกว่า 15 รายให้แสดงความสนใจร่วมลงทุน

คุมหนี้-เดินหน้า Net Zero

นางสาวภัทรลดาระบุว่า วินัยทางการเงินยังเป็นหัวใจสำคัญ ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ต่ำกว่า 2 เท่า สะท้อนฐานะการเงินแข็งแรงรองรับการลงทุน 3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณการค้า LNG

รวมถึงในระยะยาว ปตท. ได้ตั้งเป้า Net Zero ปี 2050 โดยศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) และไฮโดรเจน รวมถึงการใช้แหล่งผลิตเดิมเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอน โดยเป็นเป้าหมายของปตท. ที่อยากจะส่งต่อภารกิจที่อยากจะเติบโตและแข็งแรงไปพร้อมกับสังคมไทย

“ESG หรือ Climate change ไม่มีใครปฏิเสธได้แล้วว่าไม่จริง ธุรกิจต้องแบ่งเงินในพอร์ตมาลงทุน แต่ต้องไม่ลงเร็วเกินไป ต้องรอจังหวะที่เทคโนโลยีพร้อม” ภัทรลดากล่าวเสริม