
‘วอลมาร์ต’ปรับกลยุทธ์ในจีน จับมือ JD.comขยายออนไลน์
วอลมาร์ตตัดสินใจปรับยุทธศาสตร์อี-คอมเมิร์ซในจีนด้วยการประกาศจับมือกับ JD.com ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ข้อตกลงครั้งนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทข้ามชาติรายอื่นเลือกที่จะมองหาหุ้นส่วนธุรกิจท้องถิ่นเพื่อรุกเข้าสู่ตลาดจีนเช่นกัน
วอลมาร์ต เชนค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า จะขายหุ้นในบริษัทอี-คอมเมิร์ซ อี้ห้าวเตี้ยน (Yihaodian) ให้กับ JD.com เว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์ออนไลน์อันดับ 2 ของจีน รองจากบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด โดยวอลมาร์ตจะได้รับหุ้น 5% ใน JD.com คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนสามารถเข้าถึงเครือข่ายจัดส่งสินค้าและฐานลูกค้าของ JD.com
คริสเตียน มากูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอมพลิฟาย อินเวสต์เมนต์สฯ ให้ความเห็นต่อข้อตกลงในครั้งนี้ว่า ถ้าธุรกิจขนาดใหญ่ระดับวอลมาร์ตไม่สามารถเจาะเข้าสู่ตลาดจีนได้ด้วยตัวเอง และวอลมาร์ตพึงพอใจกับการจับมือกับ JD.com เช่นนี้ ข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้ประกอบการรายอื่น โดยแสดงให้เห็นว่าการจับมือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับบริษัทท้องถิ่นนั้นอาจเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุด
ตลาดค้าปลีกในจีนกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวและพฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปสู่การซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์และสมาร์ทโฟน โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ คือ JD.com และอาลีบาบาแข่งขันแย่งชิงลูกค้า ด้วยการใช้กลยุทธ์การส่งสินค้าที่รวดเร็วภายในหนึ่งชั่วโมง และขยายเครือข่ายจัดส่งออกสู่ต่างจังหวัด
วอลมาร์ตไม่ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจในประเทศจีนเท่าที่ควร โดยปัจจุบันมีร้านค้าในจีนเพียง 430 แห่ง หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของจำนวนร้านค้าในสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะเดียวกันจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านวอลมาร์ตในจีนก็ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน แม้ว่ามูลค่าการจับจ่ายซื้อสินค้าเฉลี่ยต่อการเข้าร้าน 1 ครั้งจะเพิ่มขึ้น
วอลมาร์ตเข้ามาลงทุนกับเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ อี้ห้าวเตี้ยน เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 และได้ซื้อหุ้นทั้งหมดไว้เมื่อปีก่อน อี้ห้าวเตี้ยนสร้างธุรกิจด้วยการเป็นเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าชำทางออนไลน์เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบริษัทวิจัย ไอรีเสิร์ช ระบุว่า ยอดขายของอี้ห้าวเตี้ยนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.5% เท่านั้น ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบาและ JD.com มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 80%
ชาร์ลี โอเชีย หัวหน้านักวิเคราะห์ฝ่ายค้าปลีกของมูดี้ส์ กล่าวว่า "เราเห็นร้านค้าปลีกคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ หลายรายเข้ามาในจีนและไม่ประสบความสำเร็จ การจับมือกับ JD.com เปิดช่องทางสู่ตลาดจีนให้กับวอลมาร์ต ซึ่งวอลมาร์ตคงทำด้วยตัวเองได้ยาก"
แดน โทโปเร็ก โฆษกของวอลมาร์ต กล่าวว่า ข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยให้วอลมาร์ตเพิ่มยอดขายออนไลน์ในจีนได้รวดเร็วขึ้น โดยแม้ว่าอี้ห้าวเตี้ยนจะมีความแข็งแกร่งในภูมิภาคทางตอนใต้และตะวันออกของจีน แต่ JD.com จะช่วยขยายฐานลูกค้าในจีนให้กับวอลมาร์ตได้กว้างขึ้นอย่างมาก อีกทั้งจะช่วยเหลือวอลมาร์ตในเรื่องเครือข่ายการจัดส่งสินค้า ขณะเดียวกัน JD.com เองจะได้รับอานิสงส์จากสินค้านำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นโดยอาศัยซัพพลายเชนของวอลมาร์ต
JD.com พยายามที่จะขยายประเภทสินค้าที่วางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ให้มีมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างอาลีบาบา ช่วงที่ผ่านมา JD.com ประสบความสำเร็จในการชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากอาลีบาบา และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงกว่าอาลีบาบามาติดต่อกันในช่วง 7 ไตรมาสที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของไอรีเสิร์ช JD.com ยังมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 23% เทียบกับส่วนแบ่งของเว็บไซต์ Tmall ของอาลีบาบาที่มีส่วนแบ่ง 58%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,169 วันที่ 26 - 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วอลมาร์ต เชนค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า จะขายหุ้นในบริษัทอี-คอมเมิร์ซ อี้ห้าวเตี้ยน (Yihaodian) ให้กับ JD.com เว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์ออนไลน์อันดับ 2 ของจีน รองจากบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด โดยวอลมาร์ตจะได้รับหุ้น 5% ใน JD.com คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนสามารถเข้าถึงเครือข่ายจัดส่งสินค้าและฐานลูกค้าของ JD.com
คริสเตียน มากูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอมพลิฟาย อินเวสต์เมนต์สฯ ให้ความเห็นต่อข้อตกลงในครั้งนี้ว่า ถ้าธุรกิจขนาดใหญ่ระดับวอลมาร์ตไม่สามารถเจาะเข้าสู่ตลาดจีนได้ด้วยตัวเอง และวอลมาร์ตพึงพอใจกับการจับมือกับ JD.com เช่นนี้ ข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้ประกอบการรายอื่น โดยแสดงให้เห็นว่าการจับมือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับบริษัทท้องถิ่นนั้นอาจเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุด
ตลาดค้าปลีกในจีนกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวและพฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปสู่การซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์และสมาร์ทโฟน โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ คือ JD.com และอาลีบาบาแข่งขันแย่งชิงลูกค้า ด้วยการใช้กลยุทธ์การส่งสินค้าที่รวดเร็วภายในหนึ่งชั่วโมง และขยายเครือข่ายจัดส่งออกสู่ต่างจังหวัด
วอลมาร์ตไม่ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจในประเทศจีนเท่าที่ควร โดยปัจจุบันมีร้านค้าในจีนเพียง 430 แห่ง หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของจำนวนร้านค้าในสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะเดียวกันจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านวอลมาร์ตในจีนก็ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน แม้ว่ามูลค่าการจับจ่ายซื้อสินค้าเฉลี่ยต่อการเข้าร้าน 1 ครั้งจะเพิ่มขึ้น
วอลมาร์ตเข้ามาลงทุนกับเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ อี้ห้าวเตี้ยน เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 และได้ซื้อหุ้นทั้งหมดไว้เมื่อปีก่อน อี้ห้าวเตี้ยนสร้างธุรกิจด้วยการเป็นเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าชำทางออนไลน์เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบริษัทวิจัย ไอรีเสิร์ช ระบุว่า ยอดขายของอี้ห้าวเตี้ยนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.5% เท่านั้น ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบาและ JD.com มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 80%
ชาร์ลี โอเชีย หัวหน้านักวิเคราะห์ฝ่ายค้าปลีกของมูดี้ส์ กล่าวว่า "เราเห็นร้านค้าปลีกคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ หลายรายเข้ามาในจีนและไม่ประสบความสำเร็จ การจับมือกับ JD.com เปิดช่องทางสู่ตลาดจีนให้กับวอลมาร์ต ซึ่งวอลมาร์ตคงทำด้วยตัวเองได้ยาก"
แดน โทโปเร็ก โฆษกของวอลมาร์ต กล่าวว่า ข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยให้วอลมาร์ตเพิ่มยอดขายออนไลน์ในจีนได้รวดเร็วขึ้น โดยแม้ว่าอี้ห้าวเตี้ยนจะมีความแข็งแกร่งในภูมิภาคทางตอนใต้และตะวันออกของจีน แต่ JD.com จะช่วยขยายฐานลูกค้าในจีนให้กับวอลมาร์ตได้กว้างขึ้นอย่างมาก อีกทั้งจะช่วยเหลือวอลมาร์ตในเรื่องเครือข่ายการจัดส่งสินค้า ขณะเดียวกัน JD.com เองจะได้รับอานิสงส์จากสินค้านำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นโดยอาศัยซัพพลายเชนของวอลมาร์ต
JD.com พยายามที่จะขยายประเภทสินค้าที่วางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ให้มีมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างอาลีบาบา ช่วงที่ผ่านมา JD.com ประสบความสำเร็จในการชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากอาลีบาบา และมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงกว่าอาลีบาบามาติดต่อกันในช่วง 7 ไตรมาสที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของไอรีเสิร์ช JD.com ยังมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 23% เทียบกับส่วนแบ่งของเว็บไซต์ Tmall ของอาลีบาบาที่มีส่วนแบ่ง 58%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,169 วันที่ 26 - 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559






