

KEY
POINTS
ท่ามกลางความพยายามของภาครัฐในการปรับปรุงกฎหมายสุราให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ การขยับเปิดเสรี “สุรานำเข้า” อาทิ ไวน์และสปาร์กลิงไวน์ กำลังถูกจับตาว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ทั้งในมิติการแข่งขัน ราคา และทางเลือกของผู้บริโภค
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายสุรานำเข้า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่สามารถประเมินผลได้อย่างชัดเจนทั้งหมด แต่จากข้อมูลเบื้องต้นที่มีการสื่อสารออกมา สามารถจำแนกแนวทางการเปลี่ยนแปลงสำคัญได้ 4 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก คือ การยกเลิกคุณสมบัติการขอใบอนุญาตสุราประเภทที่ 1 (ขายส่งสุรา) ที่เดิมกำหนดให้ต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวในแต่ละยี่ห้อ ซึ่งแนวทางใหม่นี้ถือเป็นการเปิดเสรีการนำเข้า โดยเริ่มต้นอย่าง ไวน์ ไวน์แดง ไวน์ขาว และสปาร์กลิงไวน์ ยังไม่ครอบคลุมสุราประเภทอื่น
การเปิดเสรีดังกล่าวจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะทำให้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น และราคามีแนวโน้มลดลง จากเดิมที่การนำเข้าถูกผูกขาดโดยเอเย่นต์เพียงรายเดียว เมื่อเปิดให้หลายรายสามารถนำเข้าได้ การแข่งขันในตลาดจะสูงขึ้น ราคาขายปลีกจึงมีโอกาสปรับลดลงตามกลไกตลาด ขณะที่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเองก็อยู่ในระดับที่ไม่สูง
ใบอนุญาตประเภทที่ 1 คือการขายส่งสุราทุกประเภทตั้งแต่ 10 ลิตรขึ้นไป เมื่อเปิดตรงนี้ ประชาชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยก็สามารถนำเข้าได้ ไม่จำเป็นต้องผูกกับตัวแทนต่างประเทศเจ้าเดียวอีกต่อไป
ประเด็นที่สอง คือการเพิ่มช่องทางการยื่นขอใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ไม่ต้องเดินทางไปติดต่อกรมสรรพสามิตโดยตรง ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ ถือเป็นการลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายทางอ้อมของภาคธุรกิจ
ประเด็นที่สาม คือการยกเลิกการขออนุมัติฉลากปิดภาชนะสุรานำเข้าในราชอาณาจักรไทย ซึ่งมองว่า เรื่องนี้แทบไม่กระทบผู้บริโภค แต่จะช่วยลดภาระของผู้นำเข้าและผู้ประกอบการ โดยข้อมูลสำคัญ เช่น แหล่งที่มา ปริมาณแอลกอฮอล์ คำเตือน และรายละเอียดฉลากภาษาไทย-อังกฤษ ยังต้องมีครบถ้วน เพียงแต่กระบวนการอนุมัติจะคล่องตัวขึ้น
ประเด็นที่สี่ ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลมากที่สุด คือ การปรับนิยามใบอนุญาตสุราประเภทที่ 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูง หรือที่เรียกกันว่า สุราสามทับ หมายถึง สุรากลั่นประเภทหนึ่งที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 80 ดีกรีขึ้นไป ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่เฉพาะการผลิตสุรา เช่น เครื่องสำอาง หรืออุตสาหกรรมอื่น
ที่ผ่านมาการนำเข้าแอลกอฮอล์ประเภทนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิตอย่างเข้มงวด และมีผู้ได้รับอนุญาตเพียงไม่กี่ราย การเปิดเสรีมากขึ้นอาจทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องแหล่งที่มา ความบริสุทธิ์ และการปนเปื้อน หากไม่มีการกำหนดกฎหมายลูกและระบบตรวจสอบที่ชัดเจน
“สิ่งที่ห่วงคือเรื่องสารเจือปนและที่มาที่ไป ถ้าเปิดให้นำเข้าได้มากขึ้น ต้องมีการกำกับ ตรวจสอบ และสุ่มตรวจอย่างเข้มงวด ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคได้” พร้อมเสนอให้กำหนดรายละเอียดการแจ้งนำเข้า ส่วนผสม และแหล่งผลิตให้โปร่งใส และหลีกเลี่ยงการผูกขาดรายเดียวเหมือนในอดีต
การปรับกฎหมายสุรานำเข้าครั้งนี้จะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภคโดยตรง โดยผลที่ผู้บริโภคจะได้รับคือ ราคาไวน์ที่มีแนวโน้มลดลง และมีตัวเลือกมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบต่อสุราท้องถิ่นแทบไม่มี เนื่องจากการเปิดเสรีในระยะแรกจำกัดเฉพาะไวน์และสปาร์กลิงไวน์ ยังไม่ครอบคลุมสุรากลั่นอย่างวิสกี้หรือบรั่นดี
“สุราท้องถิ่นอย่างสาโทหรือสุราชุมชน รสชาติและกระบวนการผลิตแตกต่างจากไวน์อยู่แล้ว ไม่น่าถูกแย่งตลาด”
ในมุมมองภาพรวมตลาดการเปิดเสรีสุรายังถือว่าล่าช้าเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ส่งเสริมเบียร์คราฟต์และสุราท้องถิ่นมานาน แต่ก็ดีกว่าไม่เริ่มต้น พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด หากส่งเสริมอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยได้
สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคตลาดไวน์ไทยมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากรสนิยมที่เปลี่ยนไปและราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยปี 2568 การนำเข้าไวน์ขยายตัวถึง 18.4% แหล่งนำเข้าหลักคือฝรั่งเศสประมาณ 40% ออสเตรเลียราว 30% ที่เหลือเป็นอิตาลีและประเทศยุโรปอื่น ๆ ขณะที่ไวน์ไทยเองเริ่มได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าในปี 2569 ตลาดไวน์ระดับพรีเมียมจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก
อย่างไรก็ดีอยากเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารความสำเร็จของสุราท้องถิ่นไทย หลายผลิตภัณฑ์ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ แต่ไม่สามารถประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ข้อมูลได้ ถือเป็นความย้อนแย้งกับนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสินค้าเกษตร