
สรุปมติครม. 21 มิ.ย.59
อนุมัติใช้งบ 690 ล.นำร่องโครงการ สถาบันบริหารจัดการที่ดิน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) เห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เรื่องการแก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้ยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยมีมติให้นำวงเงินที่เคยจัดสรรไว้เมื่อปี 2554 เพื่อใช้ซื้อที่ดินให้กับ บริษัท บริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่ง ณ ขณะนั้นมีที่ดินเหลืออยู่จำนวน 15,827 ไร่ โดยที่ดินที่และเงินที่ บสท.มีอยู่จะนำไปให้กับ “สถาบันการบริหารจัดการที่ดิน” เพื่อกระจายที่ดินให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดสรรวงเงินไปแล้วจำนวน 690 ล้านบาทให้กับสถาบันดังกล่าว แต่เนื่องจากกรรมการยังไม่ครบจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ เงินดังกล่าวที่ตั้งไว้เพื่อจะนำไปซื้อที่ดินของ บสท.จึงเหลืออยู่แต่ได้จบการดำเนินการและได้ขายที่ดินจำนวนดังกล่าวไปแล้วให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ กับกรุงเทพสุขุมวิท รวม 2 แห่ง
ดังนั้น วันนี้ ที่ประชุม ครม. จึงอนุมัติให้นำเงินจำนวน 690 ล้านบาทที่เหลือดังกล่าว เพื่อใช้วางระบบ ทดสอบดำเนินการและเตรียมบุคลากรต่างๆเพื่อนำ “สถาบันการบริหารจัดการที่ดิน” ก้าวไปสู่การเป็น ธนาคารที่ดินในอนาคตใน 5 โครงการ ประกอบด้วย
1.ศึกษากระบวนการดำเนินงานของธนาคารที่ดินในต่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จ 2.โครงการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ยากจนที่จะมีปัญหาสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินจากการจำนองและการขายฝาก ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง โดยในช่วงแรกนี้จะทดลองระบบและเงื่อนไขที่คาดว่าจะใช้ได้จริงกับเกษตรกรประมาณ 250 รายๆละประมาณ 500,000-700,000 บาท 3.โครงการนำร่องในโครงการพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน เพื่อช่วยเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือไม่พอเพียงต่อการประกอบอาชีพ ตั้งเป้าให้ชุมชนใช้พื้นที่ที่ดินร่วมกันใน 5 ชุมชนประมาณ 520 ครัวเรือนในจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ ซึ่งปรับย้ายจาก สถาบันพัฒนา (พอช.) มาอยู่ในความรับผิดชอบของ สถาบันบริหารจัดการที่ดิน
4.โครงการต้นแบบในการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร เป็นการเก็บข้อมูลผู้ถือครองที่ดิน ใช้ประโยชน์ที่ดินและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเสียที่ดิน สนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีที่ไม่ทำตามกฎหมาย ในปีแรกตั้งเป้าดำเนินการใน 8 พื้นที่ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน นครสวรรค์ ขอนแก่น นราธิวาส เป็นต้น และกำหนดเพิ่มเติมในปี 2560 ใน 4 พื้นที่ต่อไป และ5.โครงการศึกษาวิจัยข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการที่ดิน
เทงบกลางเกือบ สองหมื่นล. ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ที่ประชุม ครม.เห็นชอบพิจารณาเพิ่มเติมงบประมาณปี 2559 ในโครงการงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งและความก้าวหน้าของประเทศตามแนวทางปฏิรูป จากเดิมที่ได้อนุมัติงบประมาณไป 32,661 ล้านบาท ในครั้งนี้เห็นสมควรให้จัดสรรให้กับ 14 กระทรวง 39 หน่วยงาน วงเงินประมาณ 22,300 ล้านบาท แบ่งเป็น 6 เรื่อง อาทิ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 819 ล้านบาท งานท่องเที่ยววัฒนธรรม และการกีฬา 278 ล้านบาท งานด้านความมั่นคงลดความเหลื่อมล้ำด้านการเกษตรสิ่งแวดล้อมฯ 8,752 ล้านบาท ด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกประมาณ 9,617 ล้านบาท ด้านระบบราชการกฎหมายยุติธรรมสร้างความปรองดอง 2,573 ล้านบาท และระบบสาธารณสุขประมาณ 227 ล้านบาท
ขยายเวลา บสย.ค้ำประกันระยะที่ 5 ถึงสิ้นปี 59
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) ยังเห็นชอบให้ บสย.ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อระยะที่ 5 เพื่อค้ำประกันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลังจากมติ ครม. กันยายน 2558 โดยเห็นชอบให้ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อ 260,000 ล้านบาท ค้ำประกันวงเงินสูงสุด 40 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.75 ต่อปีของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ จากเดิมต้องครบกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาออกไปอีกถึง 31 ธันวาคม 2559 หลังได้ค้ำประกันสินเชื่อไปแล้ว ณ สิ้นเดือนมีนาคม ยังมีวงเงินเหลืออยู่ 36,500 ล้านบาท วงเงินที่เหลืออยู่คาดว่าจะค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการได้ประมาณ 8,200 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงาน 60,000 คน เฉลี่ยค้ำประกันที่ผ่านมาประมาณ 4.45 ล้านบาทต่อราย โดยยอดค้ำประกันสินเชื่อ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 59 มียอดค้ำประกันสินเชื่อไปแล้ว 61,000 ล้านบาท จำนวน 14,276 ราย
เทงบพันกว่าล. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) มติอนุมัติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จำนวน 35 รายการ และอนุมัติการขอใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน ในส่วนที่คงเหลือจากกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 จำนวน 1,406.41 ล้านบาท มาเพื่อใช้ดำเนิน
ดัน “วรศาสน์” นั่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) อนุมัติแต่งตั้ง นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และตั้งแต่ง นายสุพจน์ เจิมสวัสดิพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน
มานิต นั่งปธ.กก.ในคณะกก.บริหาร รพ.บ้านแพ้ว
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) อนุมัติแต่งตั้งนายมานิต ธีระตันติกานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป และให้มีวาระเท่ากับระยะเวลาที่เหลืออยู่ของคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านแพ้วที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไว้แล้ว
ตั้ง ปธ.กก.และกก.ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกก.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ที่ประชุม ครม. (21 มิถุนายน) แต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่ครบวาระ จำนวน 10 คน ดังนี้ 1.นายกมลชัย รัตนสกาววงศ์ ประธานกรรมการ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 2.นายกฤษณ์ วสีนนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 3. นายเกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 4. นายเทพสิทธิ์ รักไตรรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 5. นายนิพนธ์ ฮะกีมี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 6. นายประสงค์ วินัยแพทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 7. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 8. นายยงยุทธ อนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 9. นายสมยศ เชื้อไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 10. นายเอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป
ตั้ง ร.ต.อ.นิรุธ เป็นกรรมการอื่นในกก.กฟน.
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) มีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก นิรุธ รักษาเสรี เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แทนนายกฤษฎา บุญราช ที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการอื่น เนื่องจากลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) เห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เรื่องการแก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้ยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยมีมติให้นำวงเงินที่เคยจัดสรรไว้เมื่อปี 2554 เพื่อใช้ซื้อที่ดินให้กับ บริษัท บริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่ง ณ ขณะนั้นมีที่ดินเหลืออยู่จำนวน 15,827 ไร่ โดยที่ดินที่และเงินที่ บสท.มีอยู่จะนำไปให้กับ “สถาบันการบริหารจัดการที่ดิน” เพื่อกระจายที่ดินให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดสรรวงเงินไปแล้วจำนวน 690 ล้านบาทให้กับสถาบันดังกล่าว แต่เนื่องจากกรรมการยังไม่ครบจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ เงินดังกล่าวที่ตั้งไว้เพื่อจะนำไปซื้อที่ดินของ บสท.จึงเหลืออยู่แต่ได้จบการดำเนินการและได้ขายที่ดินจำนวนดังกล่าวไปแล้วให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ กับกรุงเทพสุขุมวิท รวม 2 แห่ง
ดังนั้น วันนี้ ที่ประชุม ครม. จึงอนุมัติให้นำเงินจำนวน 690 ล้านบาทที่เหลือดังกล่าว เพื่อใช้วางระบบ ทดสอบดำเนินการและเตรียมบุคลากรต่างๆเพื่อนำ “สถาบันการบริหารจัดการที่ดิน” ก้าวไปสู่การเป็น ธนาคารที่ดินในอนาคตใน 5 โครงการ ประกอบด้วย
1.ศึกษากระบวนการดำเนินงานของธนาคารที่ดินในต่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จ 2.โครงการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ยากจนที่จะมีปัญหาสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินจากการจำนองและการขายฝาก ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง โดยในช่วงแรกนี้จะทดลองระบบและเงื่อนไขที่คาดว่าจะใช้ได้จริงกับเกษตรกรประมาณ 250 รายๆละประมาณ 500,000-700,000 บาท 3.โครงการนำร่องในโครงการพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน เพื่อช่วยเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือไม่พอเพียงต่อการประกอบอาชีพ ตั้งเป้าให้ชุมชนใช้พื้นที่ที่ดินร่วมกันใน 5 ชุมชนประมาณ 520 ครัวเรือนในจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ ซึ่งปรับย้ายจาก สถาบันพัฒนา (พอช.) มาอยู่ในความรับผิดชอบของ สถาบันบริหารจัดการที่ดิน
4.โครงการต้นแบบในการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร เป็นการเก็บข้อมูลผู้ถือครองที่ดิน ใช้ประโยชน์ที่ดินและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเสียที่ดิน สนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีที่ไม่ทำตามกฎหมาย ในปีแรกตั้งเป้าดำเนินการใน 8 พื้นที่ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน นครสวรรค์ ขอนแก่น นราธิวาส เป็นต้น และกำหนดเพิ่มเติมในปี 2560 ใน 4 พื้นที่ต่อไป และ5.โครงการศึกษาวิจัยข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการที่ดิน
เทงบกลางเกือบ สองหมื่นล. ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ที่ประชุม ครม.เห็นชอบพิจารณาเพิ่มเติมงบประมาณปี 2559 ในโครงการงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งและความก้าวหน้าของประเทศตามแนวทางปฏิรูป จากเดิมที่ได้อนุมัติงบประมาณไป 32,661 ล้านบาท ในครั้งนี้เห็นสมควรให้จัดสรรให้กับ 14 กระทรวง 39 หน่วยงาน วงเงินประมาณ 22,300 ล้านบาท แบ่งเป็น 6 เรื่อง อาทิ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 819 ล้านบาท งานท่องเที่ยววัฒนธรรม และการกีฬา 278 ล้านบาท งานด้านความมั่นคงลดความเหลื่อมล้ำด้านการเกษตรสิ่งแวดล้อมฯ 8,752 ล้านบาท ด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกประมาณ 9,617 ล้านบาท ด้านระบบราชการกฎหมายยุติธรรมสร้างความปรองดอง 2,573 ล้านบาท และระบบสาธารณสุขประมาณ 227 ล้านบาท
ขยายเวลา บสย.ค้ำประกันระยะที่ 5 ถึงสิ้นปี 59
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) ยังเห็นชอบให้ บสย.ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อระยะที่ 5 เพื่อค้ำประกันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลังจากมติ ครม. กันยายน 2558 โดยเห็นชอบให้ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อ 260,000 ล้านบาท ค้ำประกันวงเงินสูงสุด 40 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.75 ต่อปีของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ จากเดิมต้องครบกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาออกไปอีกถึง 31 ธันวาคม 2559 หลังได้ค้ำประกันสินเชื่อไปแล้ว ณ สิ้นเดือนมีนาคม ยังมีวงเงินเหลืออยู่ 36,500 ล้านบาท วงเงินที่เหลืออยู่คาดว่าจะค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการได้ประมาณ 8,200 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงาน 60,000 คน เฉลี่ยค้ำประกันที่ผ่านมาประมาณ 4.45 ล้านบาทต่อราย โดยยอดค้ำประกันสินเชื่อ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 59 มียอดค้ำประกันสินเชื่อไปแล้ว 61,000 ล้านบาท จำนวน 14,276 ราย
เทงบพันกว่าล. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) มติอนุมัติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จำนวน 35 รายการ และอนุมัติการขอใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน ในส่วนที่คงเหลือจากกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 จำนวน 1,406.41 ล้านบาท มาเพื่อใช้ดำเนิน
ดัน “วรศาสน์” นั่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) อนุมัติแต่งตั้ง นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และตั้งแต่ง นายสุพจน์ เจิมสวัสดิพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน
มานิต นั่งปธ.กก.ในคณะกก.บริหาร รพ.บ้านแพ้ว
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) อนุมัติแต่งตั้งนายมานิต ธีระตันติกานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป และให้มีวาระเท่ากับระยะเวลาที่เหลืออยู่ของคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านแพ้วที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไว้แล้ว
ตั้ง ปธ.กก.และกก.ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกก.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ที่ประชุม ครม. (21 มิถุนายน) แต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่ครบวาระ จำนวน 10 คน ดังนี้ 1.นายกมลชัย รัตนสกาววงศ์ ประธานกรรมการ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 2.นายกฤษณ์ วสีนนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 3. นายเกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 4. นายเทพสิทธิ์ รักไตรรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 5. นายนิพนธ์ ฮะกีมี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 6. นายประสงค์ วินัยแพทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 7. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 8. นายยงยุทธ อนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 9. นายสมยศ เชื้อไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) 10. นายเอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป
ตั้ง ร.ต.อ.นิรุธ เป็นกรรมการอื่นในกก.กฟน.
ที่ประชุม ครม.(21 มิถุนายน) มีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก นิรุธ รักษาเสรี เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แทนนายกฤษฎา บุญราช ที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการอื่น เนื่องจากลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป






