

KEY
POINTS
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า รัฐบาลชุดนี้มีการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเกินคาดโดยเฉพาะการทำงานของ คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับฟังเสียงของประชาชน
จากการพูดคุยได้เสนอ7 ข้อสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเน้นไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการดำเนินการ แต่ได้รับการตอบมา 6 ข้อ มีดังนี้
ข้อที่ 1.โครงการ "คนละครึ่ง" ซึ่งเสนอให้เร่งดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพราะเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศและเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนอย่างเห็นผลในช่วงท้ายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของ GDP
ข้อที่ 2. มาตรการที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารทั่วไป (ร้านนิติบุคคล) ร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีควรจะได้รับการดูแลมากกว่าร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี
อย่างไรก็ตาม การจะนำร้านอาหารเข้าสู่ระบบภาษีอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนภาษีและการตรวจสอบอย่างละเอียด คาดหวังว่าเมื่อร้านอาหารสามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้แล้ว อาจได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและโปร่งใส
จากนโนบายที่ออกมาล่าสุด ร้านนิติบุคคได้เข้ารวมโครงการคนละครึ่งแต่เป็นร้าน "ไซส์ S" เท่านั้น ซึ่งร้านจะต้องมีได้1.8 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาทต่อปี จะตกอยู่ในช่วงประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน ถือเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังถือเป็นร้านที่มีการเติบโตและมีการหมุนเวียนทางการเงินที่พอสมควร
ข้อที่ 3. การสนับสนุนด้านการเกษตรและร้านอาหาร ปัญหาของเกษตรกรในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำมาก โดยเฉพาะสินค้าที่ขายในตลาดเกษตร เช่น ข้าว, ยางพารา และผลไม้ มองว่า ร้านอาหาร ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาผลผลิตนี้เช่นกัน เนื่องจากร้านอาหารต้องจ่ายราคาสูงขึ้นสำหรับวัตถุดิบที่มีราคาผันผวน
โดยได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง และช่วยร้านอาหารในการปรับราคาหรือหาแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาสมเหตุสมผลเพื่อลดต้นทุน
ข้อที่ 4 Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) สำหรับธุรกิจ SME และร้านอาหาร การใช้สินเชื่อ แบบ Soft Loan จะเป็นการช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ได้ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากธุรกิจ SME ถือเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการเงินกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาและอนุมัติ แต่ต้องมีการทำงานที่รวดเร็วเพื่อช่วยเหลือธุรกิจในทันที
ข้อที่ 5 ให้การสนับสนุน SME โดยการช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง การขอสินเชื่อ ซึ่งบางครั้งการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้การ ค้ำประกัน หลักทรัพย์ ซึ่งการจัดการสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ อาจทำให้การกู้ยืมเงินง่ายขึ้น
การเข้าไปขอสินเชื่อ SME โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถนำทรัพย์สินมาค้ำประกันได้
ข้อที่ 6 การขยายสิทธิพิเศษให้กับธุรกิจ SME โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ ของรัฐได้ แนะนำว่า การขยายสิทธิพิเศษ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ การค้ำประกันจากรัฐ จะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น และลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำกัด
นอกจากนี้การ ขยายขนาดธุรกิจให้เป็นไปในลักษณะที่ใช้เงินทุนจากรัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ที่เป็นของธุรกิจเอง
ภาคธุรกิจร้านอาหารในช่วงสิ้นปี 2568 และการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป
มาตรการที่รัฐบาลนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาเป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง โดยเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับร้านอาหารและการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนที่เข้มงวดมากขึ้นและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจในอนาคต คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณ 1.8-2.5% หากมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วย ขณะที่ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การให้ Soft Loans เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับร้านอาหารและธุรกิจ SMEs ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ
ความสำคัญของการให้โอกาสร้านอาหารขนาดเล็กเข้าร่วมในโครงการของรัฐบาล โดยมีการกำหนดมาตรการให้ร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี สามารถสมัครเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งการช่วยเสริมกำลังให้ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กเติบโตและยั่งยืนในระยะยาว
การดำเนินมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภาคธุรกิจและในภาพรวมของประเทศ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและต้องเปิดโอกาสให้ทุกธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจร้านอาหารต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในปีต่อๆ ไป โดยต้องใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา