thansettakij
thansettakij
"กรรมการสิทธิฯ”แนะกกต.รัฐบาล สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนลงประชามติ7ส.ค.

"กรรมการสิทธิฯ”แนะกกต.รัฐบาล สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนลงประชามติ7ส.ค.

19 มิ.ย. 59 | 07:23 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มิ.ย. 59 | 15:17 น.
"กรรมการสิทธิฯ”แนะกกต.รัฐบาล สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนลงประชามติ7ส.ค. ชี้ต้องเปิดโอกาสคนทุกกลุ่มแสดงความคิดเห็นนำสู่ประชาธิปไตย ด้าน"นายกสมาคมฯ"ปลุกผู้หญิงช่วยส่งเสียงสร้างความเท่าเทียม เหตุยังติดหล่มการเลือกปฏิบัติ ในสังคม หวังรธน.สร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่19มิถุนายน2559 ที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย(วี มูฟ) จัดเสวนาเรื่อง“เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ กับอนาคตของประชาชน” เป็นวันที่2 โดยมีนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว กลุ่มเครือข่ายสตรี4ภาค นักศึกษา ทั้งหญิงและชาย เข้าร่วมเวที กว่า 100 คน

นางอังคณา  นีละไพจิตร  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการสิทธิผู้หญิง กล่าวว่า หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะสร้างความเสมอภาคทางกฎหมายให้ กับคนทุกกลุ่มทุกเพศ มีสิทธิได้แสดงความคิดเห็น ขณะนี้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังไม่รับทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไม่ดีอย่างไร และเขาจะมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะประกอบการร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไรบ้าง อีกทั้งโอกาสของผู้หญิงที่เข้าไปเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมี เพียง2คน หากมีการรับร่างรัฐธรรมนูญต้องมีการทำกฎหมายประกอบอีกหลายฉบับ มีความกังวลว่า การตั้งกรรมาธิการควรมีสัดส่วนผู้หญิง การพิจารณากฎหมาย จากประสบการรณ์การทำงานพบว่ายังมี ปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมืองและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น การทำงานท้องถิ่น ชุมชน ผู้หญิงยังขาดโอกาสตรงนี้มาก จึงถือเป็นความท้าทายของภาครัฐ

“หลังจากการลงประชามติแล้ว หากมีแนวโน้มไม่ผ่าน คงต้องจับตาดูท่าทีคสช.จะเป็นอย่างไรทั้งนี้ไม่ได้กังวล หากการทำประชามติครั้งนี้เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เข้าไปมี ส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นขอฝากถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และรัฐบาล สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนลงประชามติในวันที่7ส.ค.นี้ และขอให้เป็นไปอย่างผ่อนคลาย ให้ทุกฝ่ายได้ใช้เหตุผล สร้างการเรียนรู้ไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง”นางอังคณา กล่าว

นางสาวสุเพ็ญศรี  พึ่งโคกสูง  ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ในฐานะผู้ประสานงานขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้การยกร่างรัฐธรรมนูญมาถึงโค้งสุดท้าย เพราะเตรียมจะให้มี การลงประชามติ รับหรือไม่รับร่างวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ดังนั้นต้องดูว่าความเสมอภาค ความเท่าเทียมระหว่างเพศ การเคารพสิทธิ มีมากน้อยแค่ไหนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงมักจะถูกละเลยอยู่เสมอ เช่น กรณีการใช้สิทธิลาคลอดของผู้หญิงคนหนึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวน เรื่องนี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิ สตรีชัดเจน และขัดต่อหลักการความเสมอภาคไม่ เลือกปฏิบัติ เนื่องจากมาตรา 48ระบุว่า สิทธิของมารดาระหว่างก่อนและหลังลาคลอดบุตรย่อมได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายกำหนด

“ปัญหาเหล่านี้ยังติดหล่มในสังคม ดังนั้นขบวนผู้หญิงปฏิรูปฯ จะเฝ้ารณรงค์ ติดตาม ตรวจสอบการลงประชามติ และทำหน้าที่ร่วมกับเครือข่ายทางสังคมในการส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศและเห็นความสำคัญในการเพิ่มบทบาทผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกระดับเพราะจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศ และมีส่วนแก้ปัญหาด้านสังคม โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งการนำไปสู่การบังคับใช้ กฎหมายในเรื่องนี้โดยไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านไม่ผ่าน แต่หน้าที่เราคือการเกาะติดและติดตาม” นางสาวสุเพ็ญศรี  กล่าว

นางสาวอรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า อยากให้กลุ่มผู้หญิงช่วยติดตามร่างรัฐธรรมนูญว่าเขียนสวยหรูเขียนดีขนาดไหนก่อนจะไปลงประชามติ เพราะเป็นภารกิจที่ต้องไปทำให้ ตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญเกิดสิทธิความเท่าเทียม เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มผู้หญิงยังถูกเลือกปฏิบัติ ขาดโอกาส แม้แต่การรับสมัครงานยังระบุเพศ ทั้งที่บทบาทของผู้หญิงที่เข้าไปทำงาน ปัจจุบันมีความสามารถและทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน องค์กร ย่อมสะท้อนถึงความจริงที่ว่า สังคมต้องจัดพื้นที่และโอกาสให้ ผู้หญิงได้ทำงานในระดับตัดสินใจในทุกระดับ

“เราจะพัฒนาผู้หญิงให้มีความทัดเทียมได้อย่างไร และเมื่อมีโอกาสการเข้าไปอยู่ ในคณะกรรมการต่างๆต้องทำหน้าที่ ท้วงติง เสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นสิทธิ ความเท่าเทียมของผู้หญิง และสำหรับองค์กรด้านแรงงานเราจะเห็นว่ามีลูกจ้างหญิงมีอยู่จำนวนมากในทุกภาคส่วน แต่ยังไม่ได้รับโอกาสเข้าไปเป็นกรรมการไตรภาคีชุดต่างๆเกี่ยวกับแรงงาน เพราะบางชุดไม่มีตัวแทนลูกจ้างหญิงเป็นกรรมการ ซึ่งกระทรวงแรงงานควรมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยการได้มาซึ่งคณะกรรมการไตรภาคีและกำหนดสัดส่วนให้มีผู้หญิงในคณะกรรมการ เพราะจะเป็นการทำงานที่นำไปสู่การทำงานที่สอดคล้องกับกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องความเสมอภาค อย่างไรก็ตามแม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัด แต่ผู้หญิงต้องออกมาส่งเสียงกระทุ้งให้ดัง ให้เกิดสัดส่วนผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพราะเชื่อว่ าในอนาคต ความเท่าเทียม ด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงจะมีเพิ่มขึ้นแน่นอน” นางสาวอรุณี กล่าว