
ชิงเค้กกาแฟสำเร็จรูป2หมื่นล้านเนสท์เล่ขยับครั้งใหญ่ ตีกันแบรนด์น้องใหม่แจ้งเกิด
เนสท์เล่ - เอสซีเอ็มแอลฯ ลุยตลาดกาแฟปรุงสำเร็จ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชิงเค้ก 2 หมื่นล้าน เนสกาแฟทุ่มงบสูงสุดในรอบ 15 ปี 1.4 พันล้าน ส่งสินค้านวัตกรรมทำตลาด รักษาแชมป์ผู้นำมาร์เก็ตแชร์ 60% ด้านซูเปอร์ ทุ่ม 200 ล้านส่ง เอสเซนโซ่ นวัตกรรมกาแฟ รักษาแชร์ 15-18%
นางออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ แบรนด์ เนสกาแฟ เปิดเผยว่าได้ใช้งบประมาณ 1.4 พันล้านบาท ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ผสมกาแฟคั่วบด โดยแบ่งเป็นงบลงทุนด้านการผลิตที่โรงงาน อำเภอบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานจังหวัดฉะเชิงเทราจำนวน 800 ล้านบาท ส่วนอีก 600 ล้านบาทเป็นงบด้านการตลาด ซึ่งได้วางแผนทำการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อโฆษณาทุกช่องทาง โดยได้ดึงเจมส์ มาร์ และมิน พีชญา มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
“การเปิดตัวนวัตกรรมกาแฟครั้งนี้ ถือว่าเป็นการใช้งบประมาณมากที่สุดในรอบ 15 ปีของการทำตลาดกาแฟทรีอินวันในประเทศไทย โดยมีการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย และกิจกรรมการตลาด อาทิ การแจกสินค้าตัวอย่าง 4 ล้านแก้ว ที่ถือเป็นการแจกสินค้าทดลองดื่มมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งแจกอยู่ 1 ล้านแก้ว เพื่อให้เกิดการทดลอง ส่วนกาแฟทรีอินวันที่ทำตลาดอยู่แต่เดิมจะยกเลิกการจัดจำหน่าย ซึ่งหลังจากเปิดตัวในประเทศไทยแล้ว ประเทศต่อไปจะเปิดตัวที่ประเทศฟิลิปปินส์”
ด้านนายแวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดกาแฟปรุงสำเร็จในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟทรีอินวันประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาตลาดกาแฟโดยรวมเติบโตเพียง 0.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมการบริโภคของคนในยุคปัจจุบัน ที่นิยมกินกาแฟนอกบ้านมากขึ้น ปัจจุบัน เนสกาแฟมีส่วนแบ่งการตลาดทรีอินวันมากกว่า 60% และการเปิดตัวครั้งนี้น่าจะทำให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ส่วนอีก 5 พันล้านบาทเป็นกาแฟผงสำเร็จรูป
“สาเหตุที่เปิดตัวสินค้าใหม่ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก เพราะประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย และอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยเฉลี่ยปีละ 200 แก้ว ขณะที่ชาวญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยปีละ 400 แก้ว ทำให้สามารถขยายตลาดให้เติบโตได้อีกมาก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันนิยมกาแฟคั่วบดเพิ่มมากขึ้น และเนสกาแฟมีจำนวนครัวเรือนที่บริโภคกาแฟเพียง 50% ของทั้งประเทศ จึงมีโอกาสที่จะขยายตลาดได้เพิ่มอีกมากด้วย”
ขณะที่นายปีเตอร์ ตัน กรรมการบริหาร บริษัท เอส ซี เอ็ม แอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายกาแฟปรุงสำเร็จ ภายใต้แบรนด์ “ซุปเปอร์กาแฟ” จากประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เอสเซนโซ่”กาแฟไมโครกราวด์ ซึ่งเป็นการนำเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% มาบดละเอียดด้วยความเร็วต่ำ ในห้องที่ปราศจากออกซิเจนและมีอุณหภูมิต่ำมาก เพื่อคงไว้ซึ่งน้ำมันตามธรรมชาติอยู่ในเมล็ดกาแฟ มีจุดเด่นอยู่ที่ความเป็นกรดต่ำและรสชาติกาแฟที่เข้มข้นละลายน้ำได้ง่าย โดยมีสินค้า 2 รูปแบบ ได้แก่ กาแฟเอสเซนโซ่ชนิด ทรีอินวัน ประกอบด้วย กาแฟไมโครกราวด์ น้ำตาลและครีมเทียม และกาแฟเอสเซนโซ่ชนิด ทู อิน วัน ประกอบด้วย กาแฟไมโครกราวด์ ผสมครีมเทียม
“กาแฟนับเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในทวีปเอเชีย พบว่าปริมาณการดื่มกาแฟในตลาดหลักของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ประเทศไทย เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน มีเพิ่มขึ้นมานานกว่า 5 ปีแล้ว แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะเผชิญกับความผันผวนอยู่บ้างก็ตาม โดยในปี 2558 มีปริมาณการบริโภคมากถึง 1.75 แสนเมตริกตัน และประเทศไทยเป็นตลาดกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.85 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา”
สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาด จะเน้นการสร้างตราสินค้า นวัตกรรมและความหลากหลายของสินค้า โดยตั้งเป้าหมายปีแรกมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์เป็นหลัก และได้เตรียมงบประมาณการลงทุนไว้ กว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการตลาด 70% และงบกิจกรรมการตลาด อาทิ การทดลองชิมสินค้า 15% ส่วนงบที่เหลืออีก 15% ใช้ในด้านส่งเสริมการขายและด้านตลาดการค้าอื่นๆ ขณะเดียวกัน มีแผนขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มด้วย โดยจะขยายตลาดในประเทศจีนช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ประมาณ 15-18% ส่วนแผนในระยะ 3 ปี ตั้งเป้าหมายว่าจะทำยอดรายได้ 2 พันล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,163 วันที่ 5 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559
นางออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ แบรนด์ เนสกาแฟ เปิดเผยว่าได้ใช้งบประมาณ 1.4 พันล้านบาท ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ผสมกาแฟคั่วบด โดยแบ่งเป็นงบลงทุนด้านการผลิตที่โรงงาน อำเภอบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานจังหวัดฉะเชิงเทราจำนวน 800 ล้านบาท ส่วนอีก 600 ล้านบาทเป็นงบด้านการตลาด ซึ่งได้วางแผนทำการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อโฆษณาทุกช่องทาง โดยได้ดึงเจมส์ มาร์ และมิน พีชญา มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
“การเปิดตัวนวัตกรรมกาแฟครั้งนี้ ถือว่าเป็นการใช้งบประมาณมากที่สุดในรอบ 15 ปีของการทำตลาดกาแฟทรีอินวันในประเทศไทย โดยมีการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย และกิจกรรมการตลาด อาทิ การแจกสินค้าตัวอย่าง 4 ล้านแก้ว ที่ถือเป็นการแจกสินค้าทดลองดื่มมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งแจกอยู่ 1 ล้านแก้ว เพื่อให้เกิดการทดลอง ส่วนกาแฟทรีอินวันที่ทำตลาดอยู่แต่เดิมจะยกเลิกการจัดจำหน่าย ซึ่งหลังจากเปิดตัวในประเทศไทยแล้ว ประเทศต่อไปจะเปิดตัวที่ประเทศฟิลิปปินส์”
ด้านนายแวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดกาแฟปรุงสำเร็จในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟทรีอินวันประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาตลาดกาแฟโดยรวมเติบโตเพียง 0.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมการบริโภคของคนในยุคปัจจุบัน ที่นิยมกินกาแฟนอกบ้านมากขึ้น ปัจจุบัน เนสกาแฟมีส่วนแบ่งการตลาดทรีอินวันมากกว่า 60% และการเปิดตัวครั้งนี้น่าจะทำให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ส่วนอีก 5 พันล้านบาทเป็นกาแฟผงสำเร็จรูป
“สาเหตุที่เปิดตัวสินค้าใหม่ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก เพราะประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย และอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยเฉลี่ยปีละ 200 แก้ว ขณะที่ชาวญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยปีละ 400 แก้ว ทำให้สามารถขยายตลาดให้เติบโตได้อีกมาก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันนิยมกาแฟคั่วบดเพิ่มมากขึ้น และเนสกาแฟมีจำนวนครัวเรือนที่บริโภคกาแฟเพียง 50% ของทั้งประเทศ จึงมีโอกาสที่จะขยายตลาดได้เพิ่มอีกมากด้วย”
ขณะที่นายปีเตอร์ ตัน กรรมการบริหาร บริษัท เอส ซี เอ็ม แอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายกาแฟปรุงสำเร็จ ภายใต้แบรนด์ “ซุปเปอร์กาแฟ” จากประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เอสเซนโซ่”กาแฟไมโครกราวด์ ซึ่งเป็นการนำเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% มาบดละเอียดด้วยความเร็วต่ำ ในห้องที่ปราศจากออกซิเจนและมีอุณหภูมิต่ำมาก เพื่อคงไว้ซึ่งน้ำมันตามธรรมชาติอยู่ในเมล็ดกาแฟ มีจุดเด่นอยู่ที่ความเป็นกรดต่ำและรสชาติกาแฟที่เข้มข้นละลายน้ำได้ง่าย โดยมีสินค้า 2 รูปแบบ ได้แก่ กาแฟเอสเซนโซ่ชนิด ทรีอินวัน ประกอบด้วย กาแฟไมโครกราวด์ น้ำตาลและครีมเทียม และกาแฟเอสเซนโซ่ชนิด ทู อิน วัน ประกอบด้วย กาแฟไมโครกราวด์ ผสมครีมเทียม
“กาแฟนับเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในทวีปเอเชีย พบว่าปริมาณการดื่มกาแฟในตลาดหลักของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ประเทศไทย เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน มีเพิ่มขึ้นมานานกว่า 5 ปีแล้ว แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะเผชิญกับความผันผวนอยู่บ้างก็ตาม โดยในปี 2558 มีปริมาณการบริโภคมากถึง 1.75 แสนเมตริกตัน และประเทศไทยเป็นตลาดกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.85 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา”
สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาด จะเน้นการสร้างตราสินค้า นวัตกรรมและความหลากหลายของสินค้า โดยตั้งเป้าหมายปีแรกมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์เป็นหลัก และได้เตรียมงบประมาณการลงทุนไว้ กว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการตลาด 70% และงบกิจกรรมการตลาด อาทิ การทดลองชิมสินค้า 15% ส่วนงบที่เหลืออีก 15% ใช้ในด้านส่งเสริมการขายและด้านตลาดการค้าอื่นๆ ขณะเดียวกัน มีแผนขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มด้วย โดยจะขยายตลาดในประเทศจีนช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ประมาณ 15-18% ส่วนแผนในระยะ 3 ปี ตั้งเป้าหมายว่าจะทำยอดรายได้ 2 พันล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,163 วันที่ 5 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559






