thansettakij
thansettakij
เปิดสัญญา AOTGA 6.7 หมื่นล้าน AOT ปลดล็อกปัญหาบริการภาคพื้น-คลังสินค้าสุวรรณภูมิสะดุด

เปิดสัญญา AOTGA 6.7 หมื่นล้าน AOT ปลดล็อกปัญหาบริการภาคพื้น-คลังสินค้าสุวรรณภูมิสะดุด

17 ต.ค. 69 | 08:08 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ต.ค. 69 | 08:08 น.

เปิดสัญญา AOTGA 6.7 หมื่นล้านบาท ล่าสุด AOT ไฟเขียวให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว หวังปลดล็อกปัญหา ภาคพื้น-คลังสินค้าสุวรรณภูมิสะดุด รองรับการขยายตัวของสนามบินในอนาคต เริ่มให้บริการต้นปีหน้า

KEY

POINTS

  • AOTGA ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ AOT ได้รับสัมปทาน 25 ปี มูลค่ากว่า 6.7 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นและคลังสินค้ารายที่ 3 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและความล่าช้าในการบริการภาคพื้น โดยเฉพาะปัญหากระเป๋าสัมภาระ เพื่อรองรับการเติบโตของท่าอากาศยาน
  • สัญญาฉบับใหม่มีการกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) และบทลงโทษที่ชัดเจนเพื่อควบคุมคุณภาพบริการ โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในต้นปี 2570

ในที่สุด AOTGA ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ AOT ก็เตรียมเข้าไปดำเนินธุรกิจบริการภาคพื้นและคลังสินค้า ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในฐานะผู้ประกอบการรายที่ 3 ในต้นปีหน้า ภายใต้สัญญาสัมปทาน 25 ปี มูลค่ารวมกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท ที่จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการแก้ปัญหา กรณีการขาดแคลนแรงงานด้านบริการภาคพื้นและคลังสินค้า ที่มักจะมีปัญหาอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้น

เปิดสัญญา AOTGA 6.7 หมื่นล้าน AOT ปลดล็อกปัญหา ภาคพื้น-คลังสินค้า สนามบินสุวรรณภูมิสะดุด

ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้ประกอบการบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัทบริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิล์ดไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (BFS Ground) ซึ่งบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือบางกอกแอร์เวย์ส ถือหุ้นอยู่ 98.88% และ3.บริษัทลุฟท์ฮันซ่า เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยการบินไทย และ BFS จะให้บริการทั้งงานลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น และการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น ทั้งเที่ยวบินของการบริษัทเองและสายการบินลูกค้า ขณะที่ลุฟท์ฮันซ่า ให้บริการเฉพาะด้านผู้โดยสารภาคพื้น

ขณะที่ผู้ประกอบการที่ให้บริการคลังสินค้า มี 2 บริษัท คือ 1.การบินไทย และ 2.บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ ซึ่งบางกอกแอร์เวย์ส ถือหุ้นอยู่ 49% ซึ่งทั้ง 2 บริษัทให้บริการจัดการคลังสินค้าระหว่างประเทศ โดยมีลูกค้าเป็นสายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ

AOT หนุนผู้ประกอบการรายที่ 3 สุวรรณภูมิ

ที่ผ่านมาบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. มีความพยายามจะผลักดันผู้ประกอบการบริการภาคพื้น และคลังสินค้ารายที่ 3 ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาตั้งแต่หลังเกิดโควิด-19 เนื่องจากมองเห็นถึงปัญหาการแรงงานขาดแคลน ที่ผู้ประกอบการมีทั้งการเลิกจ้าง และพนักงานลาออกจากอาชีพนี้ไปในช่วงเกิดโควิด แต่พอวิกฤตโควิดคลี่คลาย ปริมาณการจราจรทางอากาศ ก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ช่วงนั้นมีปัญหาความล่าช้าของกระเป๋า ซึ่งกระทบต่อภาพรวมการให้บริการของสนามบิน

AOT จึงมองว่าการเพิ่มผู้ประกอบการรายที่ 3 มานานหลายปี เพราะมองว่าจะช่วยแก้ปัญหาและรองรับการเติบโตของการจราจรและการให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายสนามบิน เพื่อรองรับการขยายตัวของผู้โดยสารและเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และเพิ่มทางเลือกให้กับบริการสายการบิน รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทำให้การให้บริการภายในท่าอากาศยานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงัก

จนในที่สุดครม.มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกของ AOT ที่ให้ AOTGA ดำเนินโครงการผู้ให้บริการบริการภาคพื้น และคลังสินค้า(คาร์โก้) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายที่ 3 ที่จะเปิดให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 ตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 (พ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ 2562) โดย AOTGA เป็นผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เข้าดำเนินการทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ในรูปแบบ PPP Net Cost

แต่ที่ผ่านมา AOT ยังไม่ทันได้เซ็นสัญญาร่วมลงทุนก็เกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งกระทบการให้บริการด้านภาคพื้นและคาร์โก้อย่างหนัก โดยเฉพาะการให้บริการของการบินไทย ที่ประสบปัญหากระเป๋าตกค้างนับหมื่นใบ ลามไปถึงการยกเลิกเที่ยวบิน และเที่ยวบินล่าช้าจำนวนมาก กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา AOT เพิ่งได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน AOTGA โดยคาดว่าจะเริ่มงานได้ภายในต้นปีหน้า

เปิดสัญญา AOTGA 6.7 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ AOTGA จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 2561 โดย AOT ถือหุ้น 49% และได้ร่วมลงทุนกับบริษัท เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (SAL) (บริษัทในเครือสกายไอซีทีและพันธมิตร) ถือหุ้น 51% ทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ซึ่งการที่ AOT ถือหุ้นใน AOTGA ทำให้ AOT จะได้รับประโยชน์ทั้งในส่วนแบ่งรายได้ค่าเช่า และเงินปันผลตอบแทนจากผลประกอบการ ตลอดอายุสัญญาสัปทาน โดยทั้ง 2 โครงการนี้มีมูลค่า 67,305 ล้านบาท อายุสัมปทาน 25 ปี แบ่งเป็น

1.โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Ground Support Equipment: GSE) มูลค่า 29,391 ล้านบาท เป็นค่าลงทุนในสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรอุปกรณ์ 1,608.76 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและบำรุงรักษา 27,782.01 ล้านบาท ซึ่งการให้บริการจะแบ่งเป็นกลุ่มบริการหลัก เช่น กลุ่มบริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน กลุ่มบริการขนถ่ายและเคลื่อนย้ายกระเป๋า สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์เป็นต้น และกลุ่มบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้บริการการจัดการทั่วไปด้านภาคพื้นการให้บริการด้านการบิน พิธีการบิน และลูกเรือ เป็นต้น

 2.โครงการคลังสินค้า (Cargo) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่า 37,915 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลงทุนในสิ่งปลูกสร้างอุปกรณ์และระบบ 1,318.38 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและบำรุงรักษา 36,596.18 ล้านบาท ซึ่งการให้บริการจะประกอบด้วยการให้บริการคลังสินค้าขาเข้า (Import) คลังสินค้าขาออก (Export) คลังสินค้าถ่ายลำ (Transit) สินค้าเน่าเสียง่าย และสินค้าเร่งด่วนและสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E - Commerce)

อีกทั้งจากบทเรียนที่เคยทำสัญญากับการบินไทยในอดีต ที่ AOT ไม่ได้กำหนดเรื่องบทลงโทษ ดังนั้นจึงไม่สามารถปรับ หรือดำเนินการใดๆ ดังนั้นสัญญาที่มีกับ AOTGA จึงต้องมีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อเข้มงวดการให้บริการผู้โดยสารและสินค้าที่จะเกิดขึ้น

AOT คาดเริ่มให้บริการในต้นปี 2570     

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. กล่าวว่าหลังลงนามสัญญาทาง AOTGA จะเตรียมอปุกรณ์และบุคลากร คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในต้นปี 2570 ส่วนคลังสินค้า จะเร่งดำเนินการก่อสร้างคลังสินค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 18 เดือน การมีผู้ให้บริการรายที่ 3 เป็นไปตามมติครม.ที่กำหนดให้มีเมื่อผู้โดยสารเกินกว่า 45 ล้านคนต่อปี ซึ่งปัจจุบันสุวรรรภูมิมีผู้โดยสารเกิน 60 ล้านคนต่อปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องมีผู้ให้บริการเพิ่ม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ

อีกทั้งในสัญญา ของ AOTGA ผู้ให้บริการรายที่ 3 นั้นนอกจากมีการกำหนดประสิทธิภาพการให้บริการ เป็นการประเมินผล (KPI) แล้วยังมีการกำหนดค่าปรับไว้ด้วยกรณีที่ไม่สามารถทำได้ตาม ที่ KPI กำหนดซึ่งมีหลายข้อ เช่น ความเร็วของการขนส่งกระเป๋าสัมภาระเกินกว่ากำหนด การให้บริการต่าง ซึ่งหากประเมินต่ำกว่า KPI จะถูกปรับเป็นเงิน ไปจนถึงการยกเลิกสัญญา นางปวีณา กล่าวทิ้งท้าย

AOTGA จึงจะกลายเป็นผู้ประกอบการภาคพื้นและคลังสินค้ารายที่ 3 ที่จะเป็นหมากของ AOT ที่จะเข้ามาเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ รองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของไทย เพิ่มทางเลือกให้สายการบิน ทั้งยังได้รับประโยชน์ทั้งในส่วนแบ่งรายได้ ค่าเช่า และเงินปันผลตอบแทนจากผลประกอบการ ตลอดอายุสัญญาสัปทาน 25 ปีนี้ด้วย