
ไทย-ออสเตรียร่วมขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษา
วันนี้(2 มิ.ย.59)คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ ร่วมกับ สถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย จัดการเสวนา Thai-Austrian Conference on TVET (Technical Vocational Education & Training) ปลุกกระแสสังคมยกระดับความสำคัญอาชีวศึกษา พร้อมจับมือพัฒนาคุณภาพ ผลักดันเศรษฐกิจไทย พ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (Competitive Workforce) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า การดำเนินการยกระดับคุณภาพวิชาชีพให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนาทักษะอาชีวศึกษาให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างโอกาสแก่เยาวชนที่เลือกเรียนสายอาชีพได้เรียนรู้ พร้อมเข้าสู่เส้นทางการทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพในอนาคต ทั้งการสร้างความร่วมมือในระดับประเทศ รวมถึงระดับนานาชาติ โดยหนึ่งในประเทศที่มีความร่วมมือด้านการศึกษามาอย่างยาวนานในระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษากับไทย คือ ออสเตรีย ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดระบบการศึกษาอาชีวศึกษาแบบทวิภาคี (Dual Education / Apprentice System) ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีในห้องเรียนและเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ โดยได้รับค่าตอบแทนด้วย จึงทำให้นักศึกษาของออสเตรียเลือกเรียนสายอาชีพกว่าร้อยละ 80 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก ดังนั้น คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ ซึ่งมีภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จึงได้ประสานงานกับหอการค้า กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนของออสเตรีย ผ่านสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย ร่วมจัดงานเสวนา Thai-Austrian Conference on TVET ขึ้นในวันนี้
“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ คือความตื่นตัวทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพวิชาชีพของไทย ในส่วนของกระทรวงแรงงานเองก็ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาส ในการมีงานทำ ด้วยการพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะและความรู้ของทั้งแรงงานใหม่และคนทำงานให้ทันต่อเทคโนโลยีและอาชีพเกิดใหม่ในตลาดแรงงาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการต่อยอดและเติมเต็มการพัฒนากำลังคนจากกระทรวงศึกษาธิการ และอีกส่วนหนึ่งคือการให้โอกาสแก่ผู้อยู่นอกระบบการศึกษาให้พร้อมสำหรับการทำงาน โดยภาคเอกชนจะมีส่วนสำคัญในการชี้ทิศทางความต้องการ ทั้งนี้ ผู้ทำงานทุกคนควรได้ทำงานที่ตรงและเต็มความสามารถ ได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีหลักประกันด้านฝีมือผ่านระบบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน ซึ่งภาคเอกชนและสังคมจะมีบทบาทอย่างมากในการช่วยสนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนเห็นเส้นทางที่ชัดเจนในสายอาชีพ เนื่องจากมีโอกาสมีงานและมีเงินเดือนทันทีที่สำเร็จการศึกษา”
ด้าน นายเอนโน่ โดรเฟนิก (H.E. Mr.Enno Drofenik) เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรียอันยาวนานกว่า 150 ปี ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับออสเตรียในด้านธุรกิจและการลงทุน โดยในประเทศไทยนั้นมีบริษัทออสเตรียมากกว่า 100 บริษัท ซึ่งมีการจ้างแรงงานฝีมือมากกว่า 20,000 คนอีกด้วย”
นายเอนโน่ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความเจริญของออสเตรียนั้นมาจากแรงงานฝีมือด้านวิศวกรรมและเครื่องจักร เทคนิคอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพนั้นจึงถือเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ โดยแบ่งเป็นสองรูปแบบที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย รูปแบบแรก คือ การศึกษาควบคู่ไปกับการฝึกอาชีพ ระบบนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและฝึกฝนสิ่งที่เล่าเรียนมาในบริษัทหรือสถานประกอบการ ซึ่งถือเป็นระบบเก่าแก่ที่ใช้กันมานาน ส่วนรูปแบบที่สอง คือ โรงเรียนอาชีวศึกษาขั้นสูงแบบออสเตรีย ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ หนึ่งในวิทยาลัยอาชีวศึกษาชั้นนำของประเทศไทยใช้แบบรูปแบบนี้เป็นหลัก
“การเสวนาในวันนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะอาชีวศึกษา จากทั้งหน่วยงานราชการและหน่วยงานเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วม เป้าหมายของการจัดงานนี้ คือ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรีย และการหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโครงการต่างๆ ที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้” เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย กล่าวปิดท้าย
นอกจากนี้ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (Competitive Workforce) ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “การยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาของไทยเป็นเรื่องสำคัญที่คณะกรรมการฯ กำลังขับเคลื่อน เพื่อเร่งพัฒนาอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สามารถเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การต่อยอดเชื่อมโยงการพัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษาร่วมกันในอนาคต เพราะทั้งสองประเทศจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในเรื่องบทบาทของภาคเอกชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถานศึกษา และในด้านการวางระบบและให้การฝึกอบรม เพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการวางมาตรฐานกลาง สำหรับการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รวมทั้งการต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศอื่นๆ ในโอกาสต่อไปด้วย”
สำหรับงานเสวนาซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คนในครั้งนี้ ได้วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจำนวน 8 ท่าน โดยในส่วนของวิทยากรจากประเทศไทย ประกอบด้วย ได้แก่ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษา สภาหอการค้าไทย และ นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานการพัฒนาศักยภาพกำลังคน ส.อ.ท. ด้านวิทยากรจากประเทศออสเตรีย ประกอบด้วย ดร.คริสตอฟ มัทซ์เนทเทอร์ (Dr.Christoph Matznetter) รองประธานหอการค้าประเทศออสเตรีย, นายโทมัส เมเอ่อร์ (Mr.Thomas Mayr) ผู้อำนวยการจากสถาบันการวิจัยคุณภาพและการฝึกอบรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจแห่งประเทศออสเตรีย และนายไรน์ฮาร์ด โนเบาเอ่อร์ (Mr.Reinhard Nöbauer) ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศออสเตรีย
ส่วนประเด็นที่ได้มีการพูดคุยกันระหว่างผู้เข้าร่วมเสวนาจากไทยและออสเตรีย เป็นการร่วมกันถอดบทเรียนแห่งความสำเร็จในการส่งเสริมเทคนิคอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพ ทั้งในประเด็นการใช้ระบบมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพอย่างเป็นระบบ บทบาทความร่วมมือที่เข้มแข็งของภาคเอกชนในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีวศึกษาต่อสาธารณะ และการส่งเสริมการจัดโรงเรียนอาชีวศึกษาต้นแบบในระดับ ปวส.
ทั้งนี้ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ เป็นหนึ่งใน 12 คณะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีเป้าหมายในการผลิตและยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา (Competitive Workforce) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน ทั้งปริมาณ คุณภาพ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งมีกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชนจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ 16 บริษัท ร่วมเป็นคณะทำงาน ประกอบด้วย 4 คณะทำงานย่อย ได้แก่ 1.) คณะ Re-branding มี บจก.สรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นหัวหน้าทีม 2.) คณะ Excellent Model School มี บจก.ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เป็นหัวหน้าทีม 3.) คณะ Database of Demand & Supply มี บมจ.ไออาร์พีซี เป็นหัวหน้าทีม และ 4.) คณะ Standards & Certification Center มี บจก.น้ำตาลมิตรผล เป็นหัวหน้าทีม ร่วมกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (Competitive Workforce) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า การดำเนินการยกระดับคุณภาพวิชาชีพให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนาทักษะอาชีวศึกษาให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างโอกาสแก่เยาวชนที่เลือกเรียนสายอาชีพได้เรียนรู้ พร้อมเข้าสู่เส้นทางการทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพในอนาคต ทั้งการสร้างความร่วมมือในระดับประเทศ รวมถึงระดับนานาชาติ โดยหนึ่งในประเทศที่มีความร่วมมือด้านการศึกษามาอย่างยาวนานในระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษากับไทย คือ ออสเตรีย ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดระบบการศึกษาอาชีวศึกษาแบบทวิภาคี (Dual Education / Apprentice System) ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีในห้องเรียนและเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ โดยได้รับค่าตอบแทนด้วย จึงทำให้นักศึกษาของออสเตรียเลือกเรียนสายอาชีพกว่าร้อยละ 80 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก ดังนั้น คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ ซึ่งมีภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จึงได้ประสานงานกับหอการค้า กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนของออสเตรีย ผ่านสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย ร่วมจัดงานเสวนา Thai-Austrian Conference on TVET ขึ้นในวันนี้
“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ คือความตื่นตัวทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพวิชาชีพของไทย ในส่วนของกระทรวงแรงงานเองก็ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาส ในการมีงานทำ ด้วยการพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะและความรู้ของทั้งแรงงานใหม่และคนทำงานให้ทันต่อเทคโนโลยีและอาชีพเกิดใหม่ในตลาดแรงงาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการต่อยอดและเติมเต็มการพัฒนากำลังคนจากกระทรวงศึกษาธิการ และอีกส่วนหนึ่งคือการให้โอกาสแก่ผู้อยู่นอกระบบการศึกษาให้พร้อมสำหรับการทำงาน โดยภาคเอกชนจะมีส่วนสำคัญในการชี้ทิศทางความต้องการ ทั้งนี้ ผู้ทำงานทุกคนควรได้ทำงานที่ตรงและเต็มความสามารถ ได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีหลักประกันด้านฝีมือผ่านระบบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน ซึ่งภาคเอกชนและสังคมจะมีบทบาทอย่างมากในการช่วยสนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนเห็นเส้นทางที่ชัดเจนในสายอาชีพ เนื่องจากมีโอกาสมีงานและมีเงินเดือนทันทีที่สำเร็จการศึกษา”
ด้าน นายเอนโน่ โดรเฟนิก (H.E. Mr.Enno Drofenik) เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรียอันยาวนานกว่า 150 ปี ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับออสเตรียในด้านธุรกิจและการลงทุน โดยในประเทศไทยนั้นมีบริษัทออสเตรียมากกว่า 100 บริษัท ซึ่งมีการจ้างแรงงานฝีมือมากกว่า 20,000 คนอีกด้วย”
นายเอนโน่ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความเจริญของออสเตรียนั้นมาจากแรงงานฝีมือด้านวิศวกรรมและเครื่องจักร เทคนิคอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพนั้นจึงถือเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ โดยแบ่งเป็นสองรูปแบบที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย รูปแบบแรก คือ การศึกษาควบคู่ไปกับการฝึกอาชีพ ระบบนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและฝึกฝนสิ่งที่เล่าเรียนมาในบริษัทหรือสถานประกอบการ ซึ่งถือเป็นระบบเก่าแก่ที่ใช้กันมานาน ส่วนรูปแบบที่สอง คือ โรงเรียนอาชีวศึกษาขั้นสูงแบบออสเตรีย ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ หนึ่งในวิทยาลัยอาชีวศึกษาชั้นนำของประเทศไทยใช้แบบรูปแบบนี้เป็นหลัก
“การเสวนาในวันนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะอาชีวศึกษา จากทั้งหน่วยงานราชการและหน่วยงานเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วม เป้าหมายของการจัดงานนี้ คือ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรีย และการหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโครงการต่างๆ ที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้” เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย กล่าวปิดท้าย
นอกจากนี้ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (Competitive Workforce) ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “การยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาของไทยเป็นเรื่องสำคัญที่คณะกรรมการฯ กำลังขับเคลื่อน เพื่อเร่งพัฒนาอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สามารถเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การต่อยอดเชื่อมโยงการพัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษาร่วมกันในอนาคต เพราะทั้งสองประเทศจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในเรื่องบทบาทของภาคเอกชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถานศึกษา และในด้านการวางระบบและให้การฝึกอบรม เพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการวางมาตรฐานกลาง สำหรับการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รวมทั้งการต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศอื่นๆ ในโอกาสต่อไปด้วย”
สำหรับงานเสวนาซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คนในครั้งนี้ ได้วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจำนวน 8 ท่าน โดยในส่วนของวิทยากรจากประเทศไทย ประกอบด้วย ได้แก่ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษา สภาหอการค้าไทย และ นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานการพัฒนาศักยภาพกำลังคน ส.อ.ท. ด้านวิทยากรจากประเทศออสเตรีย ประกอบด้วย ดร.คริสตอฟ มัทซ์เนทเทอร์ (Dr.Christoph Matznetter) รองประธานหอการค้าประเทศออสเตรีย, นายโทมัส เมเอ่อร์ (Mr.Thomas Mayr) ผู้อำนวยการจากสถาบันการวิจัยคุณภาพและการฝึกอบรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจแห่งประเทศออสเตรีย และนายไรน์ฮาร์ด โนเบาเอ่อร์ (Mr.Reinhard Nöbauer) ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศออสเตรีย
ส่วนประเด็นที่ได้มีการพูดคุยกันระหว่างผู้เข้าร่วมเสวนาจากไทยและออสเตรีย เป็นการร่วมกันถอดบทเรียนแห่งความสำเร็จในการส่งเสริมเทคนิคอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพ ทั้งในประเด็นการใช้ระบบมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพอย่างเป็นระบบ บทบาทความร่วมมือที่เข้มแข็งของภาคเอกชนในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีวศึกษาต่อสาธารณะ และการส่งเสริมการจัดโรงเรียนอาชีวศึกษาต้นแบบในระดับ ปวส.
ทั้งนี้ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ เป็นหนึ่งใน 12 คณะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีเป้าหมายในการผลิตและยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา (Competitive Workforce) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน ทั้งปริมาณ คุณภาพ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งมีกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชนจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ 16 บริษัท ร่วมเป็นคณะทำงาน ประกอบด้วย 4 คณะทำงานย่อย ได้แก่ 1.) คณะ Re-branding มี บจก.สรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นหัวหน้าทีม 2.) คณะ Excellent Model School มี บจก.ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เป็นหัวหน้าทีม 3.) คณะ Database of Demand & Supply มี บมจ.ไออาร์พีซี เป็นหัวหน้าทีม และ 4.) คณะ Standards & Certification Center มี บจก.น้ำตาลมิตรผล เป็นหัวหน้าทีม ร่วมกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ






