
ก.แรงงาน เน้น 4 จังหวัดอันดามันประสานพลัง“ประชารัฐ” ขับเคลื่อนนโยบาย
วันนี้ (27 พ.ค.59) พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ลงพื้นที่ จ.ระนอง เพื่อติดตามผลความก้าวหน้าผลการดำเนินงานด้านแรงงานตามนโยบายของรัฐบาลและตามนโยบายของกระทรวงแรงงาน ทั้งด้านการส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือ การคุ้มครองแรงงาน และการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว รวมทั้งการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน พร้อมรับฟังประเด็นปัญหา เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางแก้ไขเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายต่อไป โดยประชุมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคเอกชน ประกอบด้วย ประธานหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง นายกสมาคมประมง สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวตลอดจน NGOs ได้แก่ ผู้ประสานงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน(IOM) มูลนิธิศุภมิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งอาสาสมัครแรงงาน ซึ่งเป็นผู้แทนกระทรวงแรงงานในระดับอำเภอและตำบล โดยภาคเอกชนได้นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะหลายประการ อาทิ มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่เขตชั้นใน ให้มีการเปิดจดทะเบียนใหม่ ซึ่งกรมการจัดหางานมุ่งเน้นการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งในรูปแบบ MOU และการทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาลโดยร่วมกับประเทศต้นทางอย่างใกล้ชิด
นอกจากนั้นขอให้ไม่ควรปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งกรณีนี้เป็นการพิจารณาในระบบไตรภาคี มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยการพิจารณาจะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดอยู่แล้วด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการฯ ได้ขอบคุณภาคเอกชนที่เสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการทำงานในลักษณะ Partnership ชึ่งทุกปัญหาจะต้องได้รับการแก้ไขและการสร้างความเข้าใจเพื่อประโยชน์โดยรวมของจังหวัดและประเทศต่อไป จากนั้นได้ประชุมมอบแนวทางปฏิบัติราชการให้แก่หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดระนอง กระบี่ พังงา และ จ.ตรัง ด้วย
ทั้งนี้ เน้นย้ำการดำเนินงานให้ใช้กลไก “ประชารัฐ” ประสานพลังจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายต่าง ๆ สู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนอกจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานจะต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังต้องทำงานเชิงรุกใกล้ชิดประชาชนและสนองตอบความต้องการของประชาชนให้รวดเร็วด้วย เพราะการทำงานของกระทรวงฯเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ พร้อมติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สร้างความเข้าใจการใช้แรงงานต่างด้าวในงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นและในประเภทกิจการที่มีความจำเป็นและไม่มีคนไทยทำงาน ประการสำคัญทุกหน่วยงานต้องปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้เป็นไปตามความต้องการและสภาพพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะ จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ด้านอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูป ในส่วนของ จ.ตรัง พังงา และระนอง นอกจากอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ทำกิจการประมงและกิจการแปรรูปสัตว์น้ำและภาคการเกษตร ซึ่งมีการใช้แรงงานต่างด้าวใน 4 จังหวัด รวมจำนวนกว่า 1.2 แสนคน ขอให้ตรวจสอบและดูแลให้เข้าสู่ระบบการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน พร้อมกำชับให้ดูแลแรงงานนอกระบบเพื่อให้สู่การมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 ด้วย
ช่วงบ่าย พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางไปตรวจเยี่ยม บริษัท ระนองโฟรเซ่นฟูดส์ จำกัด พร้อมพบปะผู้บริหารบริษัทฯ และแรงงานที่ทำงาน ซึ่งบริษัทฯ ประกอบกิจการอาหารทะเลแช่เยือกแข็งมีลูกจ้างทั้งหมด 650 คน แยกเป็นแรงงานไทย 145 คน แรงงานต่างด้าว 505 คน และเดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) จ.ระนอง ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เมียนมา ลาว และกัมพูชา (กลุ่มเดิมที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ 31 มี.ค.59) ตามมติคณะรัฐมนตรี 23 ก.พ. 59 โดยกำหนดให้จดทะเบียนถึงวันที่ 29 ก.ค. 59 โดยเฉพาะกลุ่มนี้ ให้ทุกส่วนราชการของกระทรวงแรงงานประสานความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์เร่งรัดให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวไปจดทะเบียนตามกำหนดที่เจ้าหน้าที่แจ้งไป เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ทั้งของนายจ้างและแรงงาน ทั้งนี้ ใน4 จังหวัดมาจดทะเบียนแล้วประมาณ 30 % โดย จ.ระนองมาจดทะเบียนแล้วกว่า 40 % (ข้อมูล 24 พ.ค.59) และภายในศูนย์นี้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเล ซึ่งจะสิ้นสุดการจดทะเบียนกลุ่มนี้ วันที่ 31 ก.ค. 59 รวมทั้งมีการจดทะเบียนในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำด้วย โดยกลุ่มนี้จะหมดเขตการจดทะเบียนในวันที่ 22 ส.ค.59 จึงขอให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวไปจดทะเบียนตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย
นอกจากนั้นขอให้ไม่ควรปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งกรณีนี้เป็นการพิจารณาในระบบไตรภาคี มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยการพิจารณาจะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดอยู่แล้วด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการฯ ได้ขอบคุณภาคเอกชนที่เสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการทำงานในลักษณะ Partnership ชึ่งทุกปัญหาจะต้องได้รับการแก้ไขและการสร้างความเข้าใจเพื่อประโยชน์โดยรวมของจังหวัดและประเทศต่อไป จากนั้นได้ประชุมมอบแนวทางปฏิบัติราชการให้แก่หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดระนอง กระบี่ พังงา และ จ.ตรัง ด้วย
ทั้งนี้ เน้นย้ำการดำเนินงานให้ใช้กลไก “ประชารัฐ” ประสานพลังจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายต่าง ๆ สู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนอกจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานจะต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังต้องทำงานเชิงรุกใกล้ชิดประชาชนและสนองตอบความต้องการของประชาชนให้รวดเร็วด้วย เพราะการทำงานของกระทรวงฯเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ พร้อมติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สร้างความเข้าใจการใช้แรงงานต่างด้าวในงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นและในประเภทกิจการที่มีความจำเป็นและไม่มีคนไทยทำงาน ประการสำคัญทุกหน่วยงานต้องปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้เป็นไปตามความต้องการและสภาพพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะ จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ด้านอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูป ในส่วนของ จ.ตรัง พังงา และระนอง นอกจากอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ทำกิจการประมงและกิจการแปรรูปสัตว์น้ำและภาคการเกษตร ซึ่งมีการใช้แรงงานต่างด้าวใน 4 จังหวัด รวมจำนวนกว่า 1.2 แสนคน ขอให้ตรวจสอบและดูแลให้เข้าสู่ระบบการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน พร้อมกำชับให้ดูแลแรงงานนอกระบบเพื่อให้สู่การมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 ด้วย
ช่วงบ่าย พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางไปตรวจเยี่ยม บริษัท ระนองโฟรเซ่นฟูดส์ จำกัด พร้อมพบปะผู้บริหารบริษัทฯ และแรงงานที่ทำงาน ซึ่งบริษัทฯ ประกอบกิจการอาหารทะเลแช่เยือกแข็งมีลูกจ้างทั้งหมด 650 คน แยกเป็นแรงงานไทย 145 คน แรงงานต่างด้าว 505 คน และเดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) จ.ระนอง ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เมียนมา ลาว และกัมพูชา (กลุ่มเดิมที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ 31 มี.ค.59) ตามมติคณะรัฐมนตรี 23 ก.พ. 59 โดยกำหนดให้จดทะเบียนถึงวันที่ 29 ก.ค. 59 โดยเฉพาะกลุ่มนี้ ให้ทุกส่วนราชการของกระทรวงแรงงานประสานความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์เร่งรัดให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวไปจดทะเบียนตามกำหนดที่เจ้าหน้าที่แจ้งไป เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ทั้งของนายจ้างและแรงงาน ทั้งนี้ ใน4 จังหวัดมาจดทะเบียนแล้วประมาณ 30 % โดย จ.ระนองมาจดทะเบียนแล้วกว่า 40 % (ข้อมูล 24 พ.ค.59) และภายในศูนย์นี้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเล ซึ่งจะสิ้นสุดการจดทะเบียนกลุ่มนี้ วันที่ 31 ก.ค. 59 รวมทั้งมีการจดทะเบียนในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำด้วย โดยกลุ่มนี้จะหมดเขตการจดทะเบียนในวันที่ 22 ส.ค.59 จึงขอให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวไปจดทะเบียนตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย






