
ดันธนาคารต้นไม้ใช้หนี้8พันล. ลูกหนี้ กฟก. 5 หมื่นรายลุ้น/บอร์ดเร่งดันเดินหน้า
ลูกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 5 หมื่นรายเฮ บอร์ดบริหาร ตั้ง "สุนทร" เป็นประธานคณะทำงาน ดันโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ผ่านธนาคารต้นไม้ เร่งร่างกฎหมายรับรอง คาดเสร็จ ก.ค. นี้ ด้านเลขากองทุนฯ ยันเป็นมติกรรมการบริหารให้ทดลองปฏิบัติ เผยปี 59 มีเงินหน้าตัก 600 ล้านเร่งซื้อหนี้เร่งด่วนจากเกษตรกร ส่วนโครงการ 3 พันล้านได้ประกาศรายชื่อแล้ว ตรวจสอบได้
[caption id="attachment_54436" align="aligncenter" width="700"]
สถาบันการเงินเจ้าหนี้ของ กฟก. งบ 3 พันล้านบาท ใน 3 ลำดับสูงสุด[/caption]
นายสุนทร รักษ์รงค์ รองประธานกรรมการบริหาร (บอร์ดบริหาร) และในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วยธนาคารต้นไม้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในที่ประชุม ( 10 พ.ค.59) ทางคณะทำงานได้มีมติเห็นชอบที่จะยกร่างระเบียบการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วยธนาคารต้นไม้และระเบียบการจัดการหนี้เกษตรกรด้วยธนาคารต้นไม้ โดยแนวทางนี้ถอดบทเรียนจากกรณีที่นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ,รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้ บุคคลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ รางวัลลูกโลกสีเขียว 2542 ให้สมาชิกที่กองทุนปลูกต้นไม้ใช้หนี้แทน
"บทบาทของภาครัฐในเรื่องธนาคารต้นไม้คือ 1.ให้รับรองมูลค่าต้นไม้ปีละ 100 บาท/ต้น หาก 10 ปี ต้นละ 1 พันบาท 15 ปี ต้นละ 1.5 พันบาท 2.รัฐต้องให้ค่าดูแลรักษาต้นไม้ จะกำหนดพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ 40 ต้น คิดคำนวณ 10 ปี ให้ค่าดูแลรักษา 225 บาท คิดเฉลี่ยค่าดูแลรักษา 22.5 ต่อต้นต่อปี งบประมาณน้อยมาก หากเทียบกับภาครัฐที่ใช้งบประมาณไปปลูกป่า เพราะยิ่งทำป่ายิ่งหมด ดังนั้นวันนี้ต้องทำให้ต้นไม้มีค่า จากเดิมที่มีค่าต่อเมื่อแปรรูปขายเท่านั้น ถ้าทำได้จะแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินเกษตรกร รัฐจะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มโดยไม่ต้องจ้างใครปลูกป่า แถมได้คนดูแลต่อเนื่องคือคนไม่เข้าไปตัดไม้ในป่าธรรมชาติอีกด้วย"
นายสุนทร กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวนี้คาดจะให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 5 หมื่นราย (รวมถึง 1.9 หมื่นราย ในโครงการหนี้สินเกษตรกร 3 พันล้านบาท) มีมูลหนี้รวมกันประมาณ 8 พันล้านบาท จะเป็นโครงการนำร่อง หลังจากนั้นจะนำไปสู่ภาคประชาชนเพื่อสนองนโยบายของภาครัฐ โดยการปลูกป่า 26 ล้านไร่ ภายในระยะเวลา 10 ปี จะทำให้เพิ่มพื้นที่ป่าได้ถึง 40% และจะทำให้เกิดมูลค่าทรัพย์ 1 พันล้านบาทจากต้นไม้ และก่อเกิดรายได้ 2.65 แสนล้านบาทแก่เกษตรกรรายย่อย 2.6 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 10 ล้านคน
สอดคล้องกับนายวัชระพันธุ์ จันทรขจร เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า เป็นมติบอร์ดของบริหารรับรองให้ทดลองปฏิบัติแนวทางนี้ ไม่ปฏิเสธพร้อมดำเนินการ สำหรับในปีงบประมาณ 2559 นั้น ทาง กฟก.มีงบประมาณที่จะเร่งรัดซื้อหนี้แทนเกษตรกรประมาณ 600 ล้านบาท จะเป็นมูลหนี้เร่งด่วนตั้งแต่ 5 แสนบาท และไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ส่วนหนี้ในโครงการ 3 พันล้านบาท ที่มีมติที่ประชุมได้เห็นชอบ ( 13 พ.ค.59) เสนอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติใช้งบกลางแก้ไขปัญหาหนี้เร่งด่วนของเกษตรกร 3 พันล้านบาท จำนวน 1.94 หมื่นราย มีสถาบันการเงินเจ้าหนี้ 10 รายประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพฯ เอสเอ็มอีแบงก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.) กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด มหาชน (BAM) บบส. กรุงศรีอยุธยา จำกัด และบบส.พญาไทย จำกัด (ดูตารางประกอบ)
ทั้งนี้ในรายละเอียดโครงสร้างหนี้พบว่า เกษตรกรผิดนัดชำระหนี้ กับ ธ.ก.ส.สูงสูด จำนวน 1.6 หมื่นราย ส่วนที่มีการดำเนินคดีสูงสุด จะอยู่ในกลุ่มของสหกรณ์ จำนวน 2.5 พันราย และที่มีการฟ้องล้มละลายสูงสูด อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ บมจ.กรุงไทย จำนวน 7 ราย จากทั้งหมด 11 คดี
ขณะที่นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ทางเครือข่ายฯ ได้เจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงิน โดย มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเป็นคนกลาง ซึ่งการเจรจาบรรยากาศเป็นไปด้วยดี (ณ เวลา 17.15 ที่ผู้สื่อข่าวรายงานยังไม่ได้ข้อสรุป)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_54436" align="aligncenter" width="700"]
นายสุนทร รักษ์รงค์ รองประธานกรรมการบริหาร (บอร์ดบริหาร) และในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วยธนาคารต้นไม้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในที่ประชุม ( 10 พ.ค.59) ทางคณะทำงานได้มีมติเห็นชอบที่จะยกร่างระเบียบการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วยธนาคารต้นไม้และระเบียบการจัดการหนี้เกษตรกรด้วยธนาคารต้นไม้ โดยแนวทางนี้ถอดบทเรียนจากกรณีที่นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ,รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้ บุคคลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ รางวัลลูกโลกสีเขียว 2542 ให้สมาชิกที่กองทุนปลูกต้นไม้ใช้หนี้แทน
"บทบาทของภาครัฐในเรื่องธนาคารต้นไม้คือ 1.ให้รับรองมูลค่าต้นไม้ปีละ 100 บาท/ต้น หาก 10 ปี ต้นละ 1 พันบาท 15 ปี ต้นละ 1.5 พันบาท 2.รัฐต้องให้ค่าดูแลรักษาต้นไม้ จะกำหนดพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ 40 ต้น คิดคำนวณ 10 ปี ให้ค่าดูแลรักษา 225 บาท คิดเฉลี่ยค่าดูแลรักษา 22.5 ต่อต้นต่อปี งบประมาณน้อยมาก หากเทียบกับภาครัฐที่ใช้งบประมาณไปปลูกป่า เพราะยิ่งทำป่ายิ่งหมด ดังนั้นวันนี้ต้องทำให้ต้นไม้มีค่า จากเดิมที่มีค่าต่อเมื่อแปรรูปขายเท่านั้น ถ้าทำได้จะแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินเกษตรกร รัฐจะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มโดยไม่ต้องจ้างใครปลูกป่า แถมได้คนดูแลต่อเนื่องคือคนไม่เข้าไปตัดไม้ในป่าธรรมชาติอีกด้วย"
นายสุนทร กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวนี้คาดจะให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 5 หมื่นราย (รวมถึง 1.9 หมื่นราย ในโครงการหนี้สินเกษตรกร 3 พันล้านบาท) มีมูลหนี้รวมกันประมาณ 8 พันล้านบาท จะเป็นโครงการนำร่อง หลังจากนั้นจะนำไปสู่ภาคประชาชนเพื่อสนองนโยบายของภาครัฐ โดยการปลูกป่า 26 ล้านไร่ ภายในระยะเวลา 10 ปี จะทำให้เพิ่มพื้นที่ป่าได้ถึง 40% และจะทำให้เกิดมูลค่าทรัพย์ 1 พันล้านบาทจากต้นไม้ และก่อเกิดรายได้ 2.65 แสนล้านบาทแก่เกษตรกรรายย่อย 2.6 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 10 ล้านคน
สอดคล้องกับนายวัชระพันธุ์ จันทรขจร เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า เป็นมติบอร์ดของบริหารรับรองให้ทดลองปฏิบัติแนวทางนี้ ไม่ปฏิเสธพร้อมดำเนินการ สำหรับในปีงบประมาณ 2559 นั้น ทาง กฟก.มีงบประมาณที่จะเร่งรัดซื้อหนี้แทนเกษตรกรประมาณ 600 ล้านบาท จะเป็นมูลหนี้เร่งด่วนตั้งแต่ 5 แสนบาท และไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ส่วนหนี้ในโครงการ 3 พันล้านบาท ที่มีมติที่ประชุมได้เห็นชอบ ( 13 พ.ค.59) เสนอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติใช้งบกลางแก้ไขปัญหาหนี้เร่งด่วนของเกษตรกร 3 พันล้านบาท จำนวน 1.94 หมื่นราย มีสถาบันการเงินเจ้าหนี้ 10 รายประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพฯ เอสเอ็มอีแบงก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.) กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด มหาชน (BAM) บบส. กรุงศรีอยุธยา จำกัด และบบส.พญาไทย จำกัด (ดูตารางประกอบ)
ทั้งนี้ในรายละเอียดโครงสร้างหนี้พบว่า เกษตรกรผิดนัดชำระหนี้ กับ ธ.ก.ส.สูงสูด จำนวน 1.6 หมื่นราย ส่วนที่มีการดำเนินคดีสูงสุด จะอยู่ในกลุ่มของสหกรณ์ จำนวน 2.5 พันราย และที่มีการฟ้องล้มละลายสูงสูด อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ บมจ.กรุงไทย จำนวน 7 ราย จากทั้งหมด 11 คดี
ขณะที่นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ทางเครือข่ายฯ ได้เจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงิน โดย มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเป็นคนกลาง ซึ่งการเจรจาบรรยากาศเป็นไปด้วยดี (ณ เวลา 17.15 ที่ผู้สื่อข่าวรายงานยังไม่ได้ข้อสรุป)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






