
3 นักวิชาการถอดบทเรียน ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแนวคิด ‘ปรีดี-ป๋วย’
เมื่อเร็วๆนี้ "ลูกแม่โดม" จัดงานวันปรีดี ประจำปี 2559 พร้อมจัดเสวนาเรื่อง"การร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย: บทเรียนจากป๋วยและปรีดี" ซึ่งมี รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา
[caption id="attachment_53863" align="aligncenter" width="500"]
การร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย: บทเรียนจากป๋วยและปรีดี[/caption]
ประชาธิปไตย ถือมติปวงชนเป็นใหญ่
ตอนหนึ่ง รศ.สมชาย กล่าวเปิดแนวคิดของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่มองว่า รัฐธรรมนูญไม่สำคัญเท่ากับประชาธิปไตย ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญไม่ใช่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ดังเช่น สมัยมุโสลินีของอิตาลี และสมัยถนอม ประภาสน์ ที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ แต่ก็มีรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ซึ่งจากการศึกษาของนักวิชาการต่างประเทศ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "รัฐธรรมนูญที่ไม่มีแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยม" ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศแถบลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมถึงประเทศในแถบเอเชียซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยด้วย
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยยอมรับอำนาจรัฐประหารเป็นความชอบธรรมนั้น ดูจะขัดแย้งกับความเห็นของ อาจารย์ปรีดี ที่ให้ความหมายของ "ประชาธิปไตย" ที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยอาจารย์ปรีดี เห็นด้วยกับการมี 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส.ว. จะมาจากทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้แต่ต้องไม่ใช่การแต่งตั้ง นอกจากนี้ อาจารย์ปรีดี ยังได้ระบุถึงหลักการสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้ว่า อยู่ที่ทรรศนะของผู้ร่างว่า จะยืนหยัดในอภิสิทธิ์ชน หรือปวงชน เพราะจุดนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของผู้ร่างได้อย่างดี
ที่ผ่านมาอาจารย์ปรีดี ได้แสดงความเห็นไว้มากมาย แต่เรื่องน่าสนใจควรนำมาศึกษา นั่นก็คือ ในหมวดที่ 4 เรื่องแนวคิดประชาธิปไตย ข้อ 4.5 ระบุว่า เราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร โดยอาจารย์ปรีดีอธิบายว่า สิ่งที่เสนอนั้นควรต้องดูด้านของเผด็จการด้วย ไม่ใช่ดูแค่ฝ่ายประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ควรรู้เขารู้เรา เพราะระบบอำนาจนิยมไม่ได้ตั้งมั่นในอากาศ แต่มีเครือข่ายสนับสนุน ผ่านโครงสร้างทางรัฐธรรมนูญ เป็นเผด็จการเชิงเครือข่าย"
อย่างไรก็ดี มีงานวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญที่สร้างนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นเกิดขึ้นในรธน.ปี 2540 และ รธน.ปี 2550 ขณะที่นักวิชาการชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาเกี่ยวกับบุคคลที่เข้าไปนั่งในองค์กรอิสระโดยเฉพาะประธานศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มาหลากหลาย แต่หลังรัฐธรรมนูญปี 2550 กลับมีที่มาเดียวกัน
ชี้ เกิดก.ม.สูงสุดคู่ขนาน
ด้าน รศ.ดร.สิริพรรณ ซึ่งหยิบยกบทความของอาจารย์ปรีดีที่ชื่อ "ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้น กับการร่างรธน." ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 2517 หรือ 42 ปีที่แล้วมาขยายความว่า งานเขียนชิ้นนี้อาจารย์ปรีดีให้นิยามความหมายของรธน.คือ การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ระบอบใดก็ตามที่ไม่ถือปวงชนเป็นใหญ่ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นระบอบการปกครองที่เกิดขึ้นและใช้กันมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล หรือกว่า 5 พันปีที่แล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า ระบอบการปกครองนี้ได้ดำเนินเรื่อยมา กระทั่งจบลงด้วยการมีระบบทาสและระบบศักดินาที่ไปทำลายระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว
จากนั้นได้วิเคราะห์เทียบเคียงกับ ร่าง รธน. ปี 2559 ใน 6 ประเด็น เริ่มที่บทเฉพาะกาล โดย อาจารย์ปรีดี มองว่า บทเฉพาะกาลนั้นไม่ได้ขัดขวางประชาธิปไตยเสมอไป หากจะนำไปสู่บทถาวรที่เป็นประชาธิปไตย หรือบทถาวรที่เป็นอำมาตยาธิปไตย ซึ่งบทเฉพาะกาลนี้มีความจำเป็น เพราะอยู่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน หรือ หัวเลี้ยวหัวต่อ โดย อาจารย์ปรีดี ได้ยก รธน. 3 ฉบับว่า มีบทเฉพาะกาลที่เป็นประชาธิปไตย ประกอบด้วย 1.ร่าง รธน.การปกครองชั่วคราวปี 2475 ฉบับที่ 2 รธน.ปี 2475 และฉบับที่ 3 คือ รธน.ปี 2489 ซึ่งมีส่วนร่างทั้ง 3 ฉบับ และที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมี 3 ฉบับ คือ รธน.ปี 2490 (ใต้ตุ่ม) 2.รธน.ปี 2492 และ 3.รธน.ปี 2517 จุดเชื่อมที่น่าสนใจ คือ ที่มาของวุฒิสภาที่อาจารย์ปรีดีให้ความสำคัญอย่างมาก
เมื่อดูบทเฉพาะกาลของร่างรธน.ปี 2559 รศ.ดร.สิริพรรณ สะท้อนมุมมองว่า ที่มาของนายกรัฐมนตรีในบทเฉพาะกาลที่ระบุว่า กรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ได้ ให้วุฒิสภาด้วยคะแนน 2 ใน 3 สามารถโหวตร่วมกับ ส.ส.เพื่อเปิดให้ส.ส.โหวตเลือก นายกฯ มาจาก ส.ส.ได้ นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาลที่ให้คงอำนาจ คสช. และ มาตรา 44 รวมถึง รธน.ชั่วคราว ไว้ควบคู่ไปกับการมีรธน.ปี2558 จะส่งผลให้ประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุด 2 ฉบับคู่ขนานกันไป
ประเด็นถัดมา อาจารย์ปรีดีพูดถึงบทบาทของวุฒิสภาว่า มีไว้เพื่อช่วยพยุงให้ประชาธิปไตยทรงตัวอยู่ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อถ่วงอำนาจของ ส.ส. นอกจากนี้อาจารย์ปรีดี เชื่อมั่นในหลักการ 1 คน 1 เสียงเท่ากัน จึงไม่เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ เพราะทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายแตกต่างกัน ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาค ถ้าวิเคราะห์ระบบเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 จะพบว่า ไม่สอดคล้องกับความหมายของคำว่าประชาธิปไตยที่วางไว้ เนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมในร่างรธน.นี้นั้น จะทำให้มติ และเสียงของประชาชน ไม่ได้รับการเคารพ เป็นไปได้อย่างมากที่พรรคซึ่งได้เสียงข้างมากจะไม่ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เสียงของประชาชนถูกบิดเบือน บางคนชอบพรรคแต่ไม่ได้ชอบตัวบุคคลในพรรค
และการให้ความสำคัญกับคุณค่าของรัฐธรรมนูญ โดย อาจารย์ปรีดี ชี้ให้เห็นใน 2 เรื่อง คือ ประเมินจุดยืนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีทรรศนะยืนหยัดในปวงชน บทบัญญัติในร่างรธน.ก็จะมีความเป็นประชาธิปไตย คิดถึงปวงชนเป็นใหญ่ ไม่มีสิทธิพิเศษของอภิสิทธิ์ชน ด้านที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลาย ถ้ามีบทบัญญัติขัดกับหลักการรธน.จะถือว่าเป็นโมฆะ ดังนั้น เมื่อร่างรธน.ฉบับนี้คงอำนาจของ คสช.ไว้ ภายใต้ รธน.ชั่วคราว คงอำนาจตามมาตรา44 เอาไว้ มีกฎหมายสูงสุดคู่ขนานกัน คำถามอะไรคือแม่บทสูงสุดของกฎหมาย
ส่วนวิธีการร่างรัฐธรรมนูญที่ดีนั้น อาจารย์ปรีดี ระบุชัดเจนว่า ต้องกะทัดรัด ไม่มีหลายมาตรา ที่สำคัญต้องใช้คำเข้าใจง่าย ถ้ามีบทบัญญัติเดิมที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วใน รธน.ก่อนหน้านี้ ควรยกบทบัญญัตินั้น คงไว้ ไม่ควรร่างใหม่ หรือแตกเป็นหลายมาตรา เพราะจะทำให้สับสนและเข้าใจยาก สุดท้าย คือ การทำประชามติ อาจารย์ปรีดี เห็นว่า เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เสียงของประชาชนได้แสดงออกมา แต่จะได้ผลสำหรับสังคมขนาดเล็ก อย่างไรก็ดี ส่วนตัวเห็นว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่จะทำให้การทำได้ง่าย และสามารถทำได้ในพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น
แนะ คสช.ปลดล็อก
ด้านเจ้าบ้าน ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า อาจารย์ปรีดีนั้นรู้จุดอ่อนของระบบรัฐสภาจึงได้วางหลักไว้ 2 ประการ คือ ไม่บังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง และวางหลักในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย กระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2517 ที่มองว่า ส.ส.อิสระจากพรรคการเมืองนั้นสร้างความวุ่นวายจึงกำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้แปรญัตติไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ส.สังกัดพรรค เพราะเชื่อว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะทำลายหลักการประชาธิปไตย เพราะไปเพิ่มอำนาจให้พรรคมีมากกว่า ส.ส. ซึ่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากการประชุมรัฐสภาในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญที่อาจารย์ปรีดีวางไว้ตลอดหลายสิบปีลง เข้าสู่ยุคพรรคการเมืองเข้าครอบงำผู้แทนฯได้ และเมื่อเกิดปัญหาก็จะใช้วิธีการแบบเดิมๆคือ การฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจ อย่างไรก็ดี แม้ว่า รธน.ปี 2550 จะนำหลักการให้ ส.ส.โหวตอิสระกลับมาก็ไม่แก้ปัญหา เพราะยังสังกัดพรรคอยู่
"วันนี้เปลี่ยนจากการซื้อหลังจากเป็น ส.ส. มาเป็น ซื้อก่อน (ดูดเข้าพรรคให้มากที่สุด จากซื้อให้ยกมือเป็นครั้งคราว กลายเป็นซื้อกันทั้งวาระไปเลย ปัญหาไม่ได้ถูกแก้แต่เกิดปัญหาใหม่ขึ้น ผู้แทนปวงชนไม่ได้ทำหน้าที่ให้ปวงชน แต่ทำหน้าที่เพื่อพรรคการเมืองเท่านั้น"
เจตนาของทาง คสช. ต้องการให้รธน.ผ่านการลงประชามติ โดยวันนี้คสช.กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองไปแล้ว ซึ่งมองว่าไม่เป็นผลดี ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เสนอแนะเพื่อการกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งว่า ควรปลดล็อกระเบิดเวลาที่จะเกิดขึ้นหลังจากการทำประชามติ ประกาศยอมรับการตัดสินใจของประชาชน ให้ทั้งฝ่ายรับและไม่รับพูดคุยและแสดงออกได้ตามสมควร ทำหน้าที่เป็นผู้คุมเกม หากไม่ผ่านจะมีแนวทางอย่างไรให้ชัดเจน ขณะที่ประชาชนก็ต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า เห็นต่างกันได้ เราสามารถจะปกครองกันเองได้ตามระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองต้องใช้สภาในการแก้ปัญหาให้ได้
"การทำให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จได้นั้น อาศัยเพียงรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่สร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอื่นด้วย การกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งต้องไม่ล้มเหลวอีก" ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวให้แง่คิด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,157 วันที่ 15 - 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_53863" align="aligncenter" width="500"]
ประชาธิปไตย ถือมติปวงชนเป็นใหญ่
ตอนหนึ่ง รศ.สมชาย กล่าวเปิดแนวคิดของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่มองว่า รัฐธรรมนูญไม่สำคัญเท่ากับประชาธิปไตย ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญไม่ใช่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ดังเช่น สมัยมุโสลินีของอิตาลี และสมัยถนอม ประภาสน์ ที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ แต่ก็มีรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ซึ่งจากการศึกษาของนักวิชาการต่างประเทศ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "รัฐธรรมนูญที่ไม่มีแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยม" ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศแถบลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมถึงประเทศในแถบเอเชียซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยด้วย
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยยอมรับอำนาจรัฐประหารเป็นความชอบธรรมนั้น ดูจะขัดแย้งกับความเห็นของ อาจารย์ปรีดี ที่ให้ความหมายของ "ประชาธิปไตย" ที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยอาจารย์ปรีดี เห็นด้วยกับการมี 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส.ว. จะมาจากทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้แต่ต้องไม่ใช่การแต่งตั้ง นอกจากนี้ อาจารย์ปรีดี ยังได้ระบุถึงหลักการสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้ว่า อยู่ที่ทรรศนะของผู้ร่างว่า จะยืนหยัดในอภิสิทธิ์ชน หรือปวงชน เพราะจุดนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของผู้ร่างได้อย่างดี
ที่ผ่านมาอาจารย์ปรีดี ได้แสดงความเห็นไว้มากมาย แต่เรื่องน่าสนใจควรนำมาศึกษา นั่นก็คือ ในหมวดที่ 4 เรื่องแนวคิดประชาธิปไตย ข้อ 4.5 ระบุว่า เราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร โดยอาจารย์ปรีดีอธิบายว่า สิ่งที่เสนอนั้นควรต้องดูด้านของเผด็จการด้วย ไม่ใช่ดูแค่ฝ่ายประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ควรรู้เขารู้เรา เพราะระบบอำนาจนิยมไม่ได้ตั้งมั่นในอากาศ แต่มีเครือข่ายสนับสนุน ผ่านโครงสร้างทางรัฐธรรมนูญ เป็นเผด็จการเชิงเครือข่าย"
อย่างไรก็ดี มีงานวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญที่สร้างนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นเกิดขึ้นในรธน.ปี 2540 และ รธน.ปี 2550 ขณะที่นักวิชาการชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาเกี่ยวกับบุคคลที่เข้าไปนั่งในองค์กรอิสระโดยเฉพาะประธานศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มาหลากหลาย แต่หลังรัฐธรรมนูญปี 2550 กลับมีที่มาเดียวกัน
ชี้ เกิดก.ม.สูงสุดคู่ขนาน
ด้าน รศ.ดร.สิริพรรณ ซึ่งหยิบยกบทความของอาจารย์ปรีดีที่ชื่อ "ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้น กับการร่างรธน." ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 2517 หรือ 42 ปีที่แล้วมาขยายความว่า งานเขียนชิ้นนี้อาจารย์ปรีดีให้นิยามความหมายของรธน.คือ การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ระบอบใดก็ตามที่ไม่ถือปวงชนเป็นใหญ่ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นระบอบการปกครองที่เกิดขึ้นและใช้กันมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล หรือกว่า 5 พันปีที่แล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า ระบอบการปกครองนี้ได้ดำเนินเรื่อยมา กระทั่งจบลงด้วยการมีระบบทาสและระบบศักดินาที่ไปทำลายระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว
จากนั้นได้วิเคราะห์เทียบเคียงกับ ร่าง รธน. ปี 2559 ใน 6 ประเด็น เริ่มที่บทเฉพาะกาล โดย อาจารย์ปรีดี มองว่า บทเฉพาะกาลนั้นไม่ได้ขัดขวางประชาธิปไตยเสมอไป หากจะนำไปสู่บทถาวรที่เป็นประชาธิปไตย หรือบทถาวรที่เป็นอำมาตยาธิปไตย ซึ่งบทเฉพาะกาลนี้มีความจำเป็น เพราะอยู่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน หรือ หัวเลี้ยวหัวต่อ โดย อาจารย์ปรีดี ได้ยก รธน. 3 ฉบับว่า มีบทเฉพาะกาลที่เป็นประชาธิปไตย ประกอบด้วย 1.ร่าง รธน.การปกครองชั่วคราวปี 2475 ฉบับที่ 2 รธน.ปี 2475 และฉบับที่ 3 คือ รธน.ปี 2489 ซึ่งมีส่วนร่างทั้ง 3 ฉบับ และที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมี 3 ฉบับ คือ รธน.ปี 2490 (ใต้ตุ่ม) 2.รธน.ปี 2492 และ 3.รธน.ปี 2517 จุดเชื่อมที่น่าสนใจ คือ ที่มาของวุฒิสภาที่อาจารย์ปรีดีให้ความสำคัญอย่างมาก
เมื่อดูบทเฉพาะกาลของร่างรธน.ปี 2559 รศ.ดร.สิริพรรณ สะท้อนมุมมองว่า ที่มาของนายกรัฐมนตรีในบทเฉพาะกาลที่ระบุว่า กรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ได้ ให้วุฒิสภาด้วยคะแนน 2 ใน 3 สามารถโหวตร่วมกับ ส.ส.เพื่อเปิดให้ส.ส.โหวตเลือก นายกฯ มาจาก ส.ส.ได้ นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาลที่ให้คงอำนาจ คสช. และ มาตรา 44 รวมถึง รธน.ชั่วคราว ไว้ควบคู่ไปกับการมีรธน.ปี2558 จะส่งผลให้ประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุด 2 ฉบับคู่ขนานกันไป
ประเด็นถัดมา อาจารย์ปรีดีพูดถึงบทบาทของวุฒิสภาว่า มีไว้เพื่อช่วยพยุงให้ประชาธิปไตยทรงตัวอยู่ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อถ่วงอำนาจของ ส.ส. นอกจากนี้อาจารย์ปรีดี เชื่อมั่นในหลักการ 1 คน 1 เสียงเท่ากัน จึงไม่เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ เพราะทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายแตกต่างกัน ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาค ถ้าวิเคราะห์ระบบเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 จะพบว่า ไม่สอดคล้องกับความหมายของคำว่าประชาธิปไตยที่วางไว้ เนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมในร่างรธน.นี้นั้น จะทำให้มติ และเสียงของประชาชน ไม่ได้รับการเคารพ เป็นไปได้อย่างมากที่พรรคซึ่งได้เสียงข้างมากจะไม่ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เสียงของประชาชนถูกบิดเบือน บางคนชอบพรรคแต่ไม่ได้ชอบตัวบุคคลในพรรค
และการให้ความสำคัญกับคุณค่าของรัฐธรรมนูญ โดย อาจารย์ปรีดี ชี้ให้เห็นใน 2 เรื่อง คือ ประเมินจุดยืนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีทรรศนะยืนหยัดในปวงชน บทบัญญัติในร่างรธน.ก็จะมีความเป็นประชาธิปไตย คิดถึงปวงชนเป็นใหญ่ ไม่มีสิทธิพิเศษของอภิสิทธิ์ชน ด้านที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลาย ถ้ามีบทบัญญัติขัดกับหลักการรธน.จะถือว่าเป็นโมฆะ ดังนั้น เมื่อร่างรธน.ฉบับนี้คงอำนาจของ คสช.ไว้ ภายใต้ รธน.ชั่วคราว คงอำนาจตามมาตรา44 เอาไว้ มีกฎหมายสูงสุดคู่ขนานกัน คำถามอะไรคือแม่บทสูงสุดของกฎหมาย
ส่วนวิธีการร่างรัฐธรรมนูญที่ดีนั้น อาจารย์ปรีดี ระบุชัดเจนว่า ต้องกะทัดรัด ไม่มีหลายมาตรา ที่สำคัญต้องใช้คำเข้าใจง่าย ถ้ามีบทบัญญัติเดิมที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วใน รธน.ก่อนหน้านี้ ควรยกบทบัญญัตินั้น คงไว้ ไม่ควรร่างใหม่ หรือแตกเป็นหลายมาตรา เพราะจะทำให้สับสนและเข้าใจยาก สุดท้าย คือ การทำประชามติ อาจารย์ปรีดี เห็นว่า เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เสียงของประชาชนได้แสดงออกมา แต่จะได้ผลสำหรับสังคมขนาดเล็ก อย่างไรก็ดี ส่วนตัวเห็นว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่จะทำให้การทำได้ง่าย และสามารถทำได้ในพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น
แนะ คสช.ปลดล็อก
ด้านเจ้าบ้าน ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า อาจารย์ปรีดีนั้นรู้จุดอ่อนของระบบรัฐสภาจึงได้วางหลักไว้ 2 ประการ คือ ไม่บังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง และวางหลักในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย กระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2517 ที่มองว่า ส.ส.อิสระจากพรรคการเมืองนั้นสร้างความวุ่นวายจึงกำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้แปรญัตติไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ส.สังกัดพรรค เพราะเชื่อว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะทำลายหลักการประชาธิปไตย เพราะไปเพิ่มอำนาจให้พรรคมีมากกว่า ส.ส. ซึ่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากการประชุมรัฐสภาในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญที่อาจารย์ปรีดีวางไว้ตลอดหลายสิบปีลง เข้าสู่ยุคพรรคการเมืองเข้าครอบงำผู้แทนฯได้ และเมื่อเกิดปัญหาก็จะใช้วิธีการแบบเดิมๆคือ การฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจ อย่างไรก็ดี แม้ว่า รธน.ปี 2550 จะนำหลักการให้ ส.ส.โหวตอิสระกลับมาก็ไม่แก้ปัญหา เพราะยังสังกัดพรรคอยู่
"วันนี้เปลี่ยนจากการซื้อหลังจากเป็น ส.ส. มาเป็น ซื้อก่อน (ดูดเข้าพรรคให้มากที่สุด จากซื้อให้ยกมือเป็นครั้งคราว กลายเป็นซื้อกันทั้งวาระไปเลย ปัญหาไม่ได้ถูกแก้แต่เกิดปัญหาใหม่ขึ้น ผู้แทนปวงชนไม่ได้ทำหน้าที่ให้ปวงชน แต่ทำหน้าที่เพื่อพรรคการเมืองเท่านั้น"
เจตนาของทาง คสช. ต้องการให้รธน.ผ่านการลงประชามติ โดยวันนี้คสช.กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองไปแล้ว ซึ่งมองว่าไม่เป็นผลดี ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เสนอแนะเพื่อการกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งว่า ควรปลดล็อกระเบิดเวลาที่จะเกิดขึ้นหลังจากการทำประชามติ ประกาศยอมรับการตัดสินใจของประชาชน ให้ทั้งฝ่ายรับและไม่รับพูดคุยและแสดงออกได้ตามสมควร ทำหน้าที่เป็นผู้คุมเกม หากไม่ผ่านจะมีแนวทางอย่างไรให้ชัดเจน ขณะที่ประชาชนก็ต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า เห็นต่างกันได้ เราสามารถจะปกครองกันเองได้ตามระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองต้องใช้สภาในการแก้ปัญหาให้ได้
"การทำให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จได้นั้น อาศัยเพียงรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่สร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอื่นด้วย การกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งต้องไม่ล้มเหลวอีก" ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวให้แง่คิด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,157 วันที่ 15 - 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






