thansettakij
thansettakij
รพ.จังหาร นำร่อง ตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี Changhan Cohort

รพ.จังหาร นำร่อง ตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี Changhan Cohort

10 พ.ค. 59 | 15:47 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ค. 59 | 15:54 น.
Breaking-News นายแพทย์ชนากร ศีรษะภูมิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า โรคมะเร็งท่อน้ำดี ถือว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องมาจากในภูมิภาคนี้มี ความชุกของการติดพยาธิใบไม้ตับสูง จนนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก ประมาณ 113.4 ในผู้ชาย และ 49.8 ในผู้หญิงต่อประชากร 100,000 คน  และพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีรายใหม่เกิดขึ้นประมาณ 20,000 คนต่อปี  ซึ่งในปัจจุบันยังขาดแนวทางในการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถตรวจพบผู้ป่วยในระยะต้น ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี การวางแนวทางในการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคนี้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพโดยหวังผลให้หายขาด หรือได้รับการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับชาติด้านสาธารณสุขของโรคมะเร็งท่อน้ำดี

โรงพยาบาลจังหาร จึงได้มีแนวคิดจัดทำโครงการ การศึกษาระยะยาวแบบไปข้างหน้าในกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมโครงการคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี Longitudinal cohort study of cholangiocarcinoma screening Participants หรือ Changhan Cohort ขึ้น เนื่องจากว่าในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบไปด้วย 8 ตำบล 110 หมู่บ้าน  มีอยู่ 5 ตำบล ที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำชี คือ ตำบลแสนชาติ ตำบลม่วงลาด ตำบลผักแว่น ตำบลดงสิงห์ ตำบลดินดำที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีเพื่อศึกษาว่าการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งท่อน้ำดีด้วยการตรวจอัลตร้าซาวด์ พบอัตราการผิดปกติเท่าไหร่ หลังจากกลุ่มเสี่ยงผ่านกระบวนการตรวจคัดกรองพร้อมกับได้รับการให้สุขศึกษาและคำแนะนำในการปฏิบัติตน จากแพทย์และเจ้าหน้าที่ ในโรงพยาบาลแล้ว กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวมีพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี และมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างเมื่อตรวจซ้ำ

โครงการ Changh an Cohort ที่ทางโรงพยาบาลจังหารได้จัดทำขึ้น ได้แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ

1.การรับสมัคร ลงทะเบียน คัดกรองด้วยวาจา

2.การลงข้อมูล

3.การตรวจอัลตร้าซาวด์ ให้คำแนะนำโดยแพทย์

4.พยาบาลให้คำแนะนำ Exit Nurse

การรับสมัคร ลงทะเบียน คัดกรองด้วยวาจา จะใช้ระบบในการให้ผู้นำชุมชนในแต่ละชุมชน ช่วยประชาสัมพันธ์ ว่าในพื้นที่มีกลุ่มเสี่ยงที่ จะเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี บ้างหรือไม่ เช่น มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ที่ผ่านมาเคยบริโภคอาหารดิบ โดยเฉพาะจำพวกปลาดิบ ก้อยปลา หรืออาหารหมักจำพวก ปลาส้ม ปลาจ่อม โดยจะให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ มาลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ เพื่อจะได้ตรวจคัดกรอง ที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลจังหาร ได้บรรจุวาระของโครงการนี้เข้าสู่ที่ประชุมประจำเดือนของอำเภอจังหาร จนเป็นวาระระบบสุขภาพของอำเภอ

การลงข้อมูลหลังจากได้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว เมื่อมาเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล ก็จะมีการซักประวัติโดยละเอี ยดอีกครั้ง และลงเป็นฐานข้อมูลเอาไว้

การตรวจและการให้คำแนะนำโดยแพทย์ การตรวจจะใช้วิธีการอัลตร้ าซาวด์ ช่องท้อง เพื่อหาความผิดปกติภายในตับ หลังจากนั้นแพทย์จะให้คำแนะนำ ถึงวิธีการปฏิบัติตัว

พยาบาลให้คำแนะนำ หรือ Exit Nurse  ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ ายที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ งต่อผู้ป่วย จะเป็นการทบทวนความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีการประเมิ นการรับรู้จากผลการตรวจ ว่าผู้ป่วยรับรู้อย่างไรบ้าง  สัมภาษณ์ ประเมินความรู้ ทัศนคติ ของผู้ป่วย ทบทวนถึงพฤติกรรมเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรค ขั้นตอนสุดท้ายคือการให้ คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของผู้ป่ วย โดยเฉพาะการสร้างเสริมพลั งใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความท้าทาย ของขั้นตอน Exit Nurse คือการสร้างแรงจูงใจ เสริมพลังในการปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมได้อย่างไร แบบสมัครใจด้วยตนเองอย่างยั่งยืน ปฏิบัตติตนอย่างต่อเนื่องในการดูแลตนเอง

นายแพทย์ชนากร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้จัดทำโครงการ Changha n Cohort  พบว่ามีผู้สนใจเข้ามาร่วมโครงการแล้ว 2,038 คน มีการตรวจคัดกรองผู้ที่อยู่ ในกลุ่มเสี่ยงแล้วจำนวน 1,139 คน พบผู้ป่วยที่เป็นปกติ 455 คน ผู้ป่วยที่ตับมีอาการผิดปกติ 684 คน และมีผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอีก 899 คน ที่รอการตรวจอัลตร้าซาวด์ตับ ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้าใจ และหวาดกลัวต่อโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีที่เกิดขึ้น  โดยเฉพาะหลังจากที่ได้รับคำแนะนำจาก Exit Nurse  ผู้ป่วยมีกำลังใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น คืองดกินอาหารดิบ มีการนำอาหารมาปรุงให้สุกก่อนรับประทานมากขึ้น ทำให้ร่างกายกลับมาดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ของผู้ป่วย คือ เป้าหมายที่สำคัญของโครงการนี้

นางวงศ์เดือน พรมเลิศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลผักแว่น อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ได้รับทราบโครงการ Changhan cohort ของโรงพยาบาลจังหาร จากที่ประชุมอำเภอ ว่าโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เป็นโรคที่เกิดขึ้นสูงที่สุดในประเทศไทย และเกิดขึ้นมากที่สุดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านมาทางอำเภอจังหารได้ บรรจุโครงการนี้เข้าไว้เป็นวาระในการประชุมอำเภอเป็นประจำทุกเดือน โดยมีการให้ผู้นำชุมชนได้ นำเอาข้อมูลโครงการนีั้ ไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในพื้นที ่ของตนเอง ให้ผู้ที่อยู่ในแต่ละชุมชนที่ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรค มาร่วมสมัครลงชื่อเข้าร่ วมโครงการ ที่ผ่านมาตนเองก็ได้ประชาสัมพั นธ์ให้กับชาวบ้านในหมู่ที่ 2 ได้รับทราบ โดยการประชาสัมพันธ์ ผ่านหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน และการประชุมในหมู่บ้านอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะหมู่ที่ 2 บ้านผักแว่นเองมีประชากรทั้งหมด 120 ครัวเรือน รวม 480 คน มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เนื่องจากว่าชาวบ้านได้ใช้แหล่งน้ำที่อยู่ใกล้ได้แก่กุดเชียงบัง และกุดเชียงสา ในการอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะการจับสัตว์น้ำมาบริโภค ที่ผ่านมามีชาวบ้านในหมู่ที่ 2 เข้าร่วมโครงการนี้แล้ว 20 ราย ซึ่งแต่ละรายหลังจากที่เข้าร่วมโครงการและได้รับการตรวจจากโรงพยาบาลจังหาร ทุกรายมีการปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมในการบริโภคมากขึ้น จะระมัดระวังตนเองมากขึ้นกว่าเดิม ผิดจากสมัยก่อนที่ผ่านมา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะพูดว่า หากเป็นโรคนี้แล้วจะตายก็ช่าง เพราะเกิดมาชาติเดียว แต่ในขณะนี้ คำพูดคำนี้ได้หายไปแล้ว ทุกคนต่างระมัดระวังตนเองดู แลตนเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันตนเองจากการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี

นายพงษ์พันธ์ เวียงอิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ได้กล่าวว่าหลังจากมีโครงการ Changhan Cohort บรรจุเป็นวาระโรคพยาธิ ใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี เป็นวาระการประชุมประจำเดือนของอำเภอจังหาร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ในแต่ละอำเภอให้ความสนใจ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้แต่ละชุมชนตระหนักถึงอันตรายของโรคที่ เกิดขึ้น โดยเฉพาะหมู่ที่ 1 มี 131 ครัวเรือน 603 คน จากการเข้าโครงการพบว่ามีผู้ที่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงประมาณ 50 เปอร์เซนต์  ซึ่งที่ผ่านมาคนในชุมชนจะไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา โรคมะเร็งท่อน้ำดี ก็ต่อเมื่อเป็นระยะสุดท้ายที่ ไม่สามารถรักษาได้ แต่หลังจากมีผู้เข้าร่วมโครงการในหมู่ที่ 1 จำนวน 100 คน เข้าร่วมโครงการแล้ว พบว่าทุกรายมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป คืองดการบริโภคอาหารดิบ ไม่ว่าจะเป็นก้อยปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม ปลาร้า อีกทั้งยังมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป คือ โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี นั้นสามารถรักษาได้ หากผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมี การตรวจคัดกรองจากแพทย์ตั้งแต่ แรก โดยเฉพาะการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ให้แต่ละชุมชนได้รับรู้ถึงโทษ ก็จะสามารถทำให้ชาวบ้านปรับเปลียนพฤติกรรมการบริโภคได้