
ระบายข้าวเป้าแสนล้านบาท ดันค้าชายแดน-ตั้งหน่วยตอบโต้เอดีเหล็ก ภารกิจหนักอึ้งกรมฯค้าต่างประเทศ
จากข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ณ ปัจจุบันที่ยังมีอยู่ถึง 11.4 ล้านตัน ถือเป็นภารกิจอันหนักอึ้งของกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) หน่วยงานหลักในการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องบริหารจัดการเพื่อลดภาระงบประมาณในการเช่าคลังเอกชนในการเก็บข้าว แข่งกับคุณภาพข้าวที่นับวันจะเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา ขณะเดียวกันกรมการค้าต่างประเทศยังมีภารกิจหลักในอีกหลายมิติที่สำคัญ เช่น การดำเนินการแก้ไขปัญหา อุปสรรคข้อกีดกันทางการค้า และดำเนินมาตรการป้องกันและตอบโต้ทางการค้า ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีปัญหาถูกทุ่มตลาดเหล็กจากต่างประเทศ และในอีกหลายสินค้า
[caption id="attachment_50244" align="aligncenter" width="379"]
ดวงพร รอดพยาธิ์
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ[/caption]
ระบายข้าว 2 รอบได้เงิน 6 พันล.
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยถึงความคืบหน้า ภารกิจในการการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลว่า ตั้งแต่ต้นปี 2559 ทางกรมได้เปิดประมูลเพื่อระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลไปแล้ว 2 ครั้ง โดยในครั้งที่ 1/2559 เปิดระบายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบอนุมัติระบายข้าวเป็นการทั่วไป และข้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามที่กรมเสนอไปแล้วรวม 3.62 แสนตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท
ส่วนการเปิดประมูลในครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคมที่ผ่านมา ปริมาณ 6.4 แสนตัน สามารถระบายได้ 5.17 แสนตัน รวมมูลค่า 4.64 พันล้านบาท แบ่งเป็น ประมูลทั่วไปปริมาณ 4.18 แสนตัน ใน 66 คลังมีเอกชนสนใจ 14 ราย โดยสามารถระบายได้ทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 4.43 พันล้านบาท ส่วนการระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม ปริมาณ 2.23 แสนตัน จาก 13 คลัง มีเอกชนสนใจ 5 ราย จากอุตสาหกรรมเอทานอลและกรดมะนาว สามารถระบายได้ทั้งสิ้น 9.82 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 211 ล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของการประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรมกรมได้เสนอ นบข.ยกเลิกประมูลเนื่องจากราคาที่เอกชนเสนอต่ำกว่าราคากลางที่กรมคิดไว้
ประมูลรอบใหม่ 1.2 ล้านตัน
ขณะที่ล่าสุด นบข.ได้เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปครั้งที่ 3/2559 ปริมาณ 1.2 ล้านตัน โดยเชิญผู้ที่สนใจรับฟังคำชี้แจงเงื่อนไขการประมูลในวันที่ 4 พฤษภาคม และจะเปิดให้เข้าดูสภาพข้าวในคลังระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม (เว้นวันหยุดราชการ) และจะเปิดให้ยื่นซองเอกสารและตรวจคุณสมบัติในวันที่ 17 พฤษภาคม และจะติดประกาศผลผู้เสนอซื้อที่ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 19 พฤษภาคม และจะเปิดซองเสนอซื้อในวันเดียวกัน (เปิดซองเวลา 12.00 น.)
"ในช่วง 2 เดือนต่อจากนี้จะเริ่มทยอยระบายข้าวทั้งประมูลเป็นการทั่วไป และเปิดให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าร่วมประมูล ต่อเนื่องครั้งละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน"
เตรียมประมูลปลายข้าว
นอกจากนี้กรมยังมีแผนที่จะนำปลายข้าวปริมาณ 1 ล้านตันออกมาประมูลเนื่องจากการติดตามการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มาอย่างใกล้ชิดพบว่ามีการนำเข้าข้าวสาลีมาจากต่างประเทศจำนวนมากกว่าล้านตัน ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าแนวโน้มตลาดอาหารสัตว์มีความต้องการวัตถุดิบที่จะนำไปทำอาหารสัตว์และปลายข้าวก็สามารถนำไปใช้ทดแทนข้าวสาลีได้ กรมจึงเตรียมจะออกประกาศเพื่อให้เอกชนมาประมูลและนำไปชดเชยการนำเข้าข้าวสาลีได้
หาวิธีระบายข้าวปน
ส่วนข้าวที่อยู่ในคลังในเวลานี้ ที่มีข้าวปะปนกันอยู่ ทั้งข้าวเกรดพี, เอ และบี (ข้าวผ่านคุณภาพมาตรฐาน) และเกรดซี (ข้าวเสื่อม)ในคลังเดียวกันทำให้การระบายทำได้ยาก กรมได้หาวิธีการระบายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคุณภาพข้าวโดยอาจต้องระบายแบบยกคลัง แต่จะดำเนินการตามหลักการและกฎหมาย ทั้งนี้หากเป็นข้าวที่ผ่านมาตรฐานและมีข้าวเกรดซีปนอยู่ไม่เกิน 20% ซึ่งมีอยู่ในสต๊อกปริมาณ 7.5 ล้านตัน จะใช้วิธีการประมูลแบบปกติ ส่วนข้าวเกรดพี เอ และบี และข้าวเกรดซี ปะปนเกิน 20% ซึ่งมีในสต๊อกปริมาณ 1.5 ล้านตัน จะใช้วิธีการประมูลเป็นการทั่วไปแบบยกคลังและให้องค์การคลังสินค้า(อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เข้ามากำกับดูแลการขนย้าย ขณะที่ข้าวเกรดซีที่ผิดไปจากมาตรฐานไม่สามารถนำมาบริโภคได้ จะเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และจะคุมเข้มเพื่อไม่ให้ข้าวดังกล่าวกลับเข้ามาสู่วงจรการบริโภค
"ทั้งนี้ประเมินว่าหากสามารถระบายข้าวในสต๊อกส่วนที่เหลือได้หมด 11.4 ล้านตันจะสามารถนำเงินเข้ารัฐบาลได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท"
เล็งตั้งหน่วยงานดูเอดีเหล็ก
นางดวงพร กล่าวอีกว่า กรมยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างของกรม ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่ในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เหล็ก ที่เกิดปัญหาสะสมมายาวนานและมีปัญหาใหม่ๆ เกิดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทย ดังนั้นหน่วยงานที่กรมจะตั้งขึ้นจะทำงานคล้ายๆ องค์กรอิสระทำงานซึ่งจะทำให้การทำงานมีความคล่องตัว และแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วกว่าในปัจจุบันที่เป็นระบบราชการที่การทำงานทำได้ค่อนข้างล่าช้าไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของเอกชน
"หน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้จะกำกับดูแลในเรื่องของมาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) อีกด้วย โดยรูปแบบหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมาอาจคล้ายๆ กับสำนักโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้จัดตั้งไปก่อนหน้านี้ คาดในเดือนพฤษภาคมนี้ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป"
เป้าค้าชายแดนปีนี้ 1.7 ล้านล้าน
ด้านการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหวังในการเพิ่มยอดการส่งออกของไทย นางดวงพรระบุว่า จากที่ได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านครั้งที่ 1/2559 (4 เม.ย.)โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้ตั้งเป้าหมายการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนในปี 2559 ที่มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท (จากเป้าตั้งไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท) หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.4%
"ในปีที่แล้วแม้จะพลาดเป้าแต่ก็ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย เพราะเศรษฐกิจโลกในภาพรวมแม้จะซบเซาแต่การค้าชายแดนและผ่านแดนกลับขยายตัวอย่างมาก ทำให้ปีนี้กระทรวงตั้งเป้าหมายไว้สูงและมั่นใจว่าจะทำได้หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน โดยในภาพรวมการค้าชายช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 2.54 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.95%"
ทั้งนี้ในปี 2559 ทางกระทรวงพาณิชย์มีโครงการส่งเสริมและขยายมูลค่าการค้าชายแดนไม่ว่าจะเป็นการจัดคณะผู้แทนการค้าการลงทุนไทยไปเจรจาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน (ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา) จัดมหกรรมการค้าชายแดนที่จังหวัดนครพนมระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม ภายใต้แนวคิดขยายการค้าชายแดนเชื่อมโยงเพื่อนบ้านสู่จีนตอนใต้จากนั้นจะขยายโครงการไปยังจังหวัดหนองคาย จังหวัดเชียงราย จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด และการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศ CLMV ภายใต้โครงการ YEN-D เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,154 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_50244" align="aligncenter" width="379"]
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ[/caption]
ระบายข้าว 2 รอบได้เงิน 6 พันล.
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยถึงความคืบหน้า ภารกิจในการการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลว่า ตั้งแต่ต้นปี 2559 ทางกรมได้เปิดประมูลเพื่อระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลไปแล้ว 2 ครั้ง โดยในครั้งที่ 1/2559 เปิดระบายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบอนุมัติระบายข้าวเป็นการทั่วไป และข้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามที่กรมเสนอไปแล้วรวม 3.62 แสนตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท
ส่วนการเปิดประมูลในครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคมที่ผ่านมา ปริมาณ 6.4 แสนตัน สามารถระบายได้ 5.17 แสนตัน รวมมูลค่า 4.64 พันล้านบาท แบ่งเป็น ประมูลทั่วไปปริมาณ 4.18 แสนตัน ใน 66 คลังมีเอกชนสนใจ 14 ราย โดยสามารถระบายได้ทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 4.43 พันล้านบาท ส่วนการระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม ปริมาณ 2.23 แสนตัน จาก 13 คลัง มีเอกชนสนใจ 5 ราย จากอุตสาหกรรมเอทานอลและกรดมะนาว สามารถระบายได้ทั้งสิ้น 9.82 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 211 ล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของการประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรมกรมได้เสนอ นบข.ยกเลิกประมูลเนื่องจากราคาที่เอกชนเสนอต่ำกว่าราคากลางที่กรมคิดไว้
ประมูลรอบใหม่ 1.2 ล้านตัน
ขณะที่ล่าสุด นบข.ได้เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปครั้งที่ 3/2559 ปริมาณ 1.2 ล้านตัน โดยเชิญผู้ที่สนใจรับฟังคำชี้แจงเงื่อนไขการประมูลในวันที่ 4 พฤษภาคม และจะเปิดให้เข้าดูสภาพข้าวในคลังระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม (เว้นวันหยุดราชการ) และจะเปิดให้ยื่นซองเอกสารและตรวจคุณสมบัติในวันที่ 17 พฤษภาคม และจะติดประกาศผลผู้เสนอซื้อที่ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 19 พฤษภาคม และจะเปิดซองเสนอซื้อในวันเดียวกัน (เปิดซองเวลา 12.00 น.)
"ในช่วง 2 เดือนต่อจากนี้จะเริ่มทยอยระบายข้าวทั้งประมูลเป็นการทั่วไป และเปิดให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าร่วมประมูล ต่อเนื่องครั้งละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน"
เตรียมประมูลปลายข้าว
นอกจากนี้กรมยังมีแผนที่จะนำปลายข้าวปริมาณ 1 ล้านตันออกมาประมูลเนื่องจากการติดตามการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มาอย่างใกล้ชิดพบว่ามีการนำเข้าข้าวสาลีมาจากต่างประเทศจำนวนมากกว่าล้านตัน ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าแนวโน้มตลาดอาหารสัตว์มีความต้องการวัตถุดิบที่จะนำไปทำอาหารสัตว์และปลายข้าวก็สามารถนำไปใช้ทดแทนข้าวสาลีได้ กรมจึงเตรียมจะออกประกาศเพื่อให้เอกชนมาประมูลและนำไปชดเชยการนำเข้าข้าวสาลีได้
หาวิธีระบายข้าวปน
ส่วนข้าวที่อยู่ในคลังในเวลานี้ ที่มีข้าวปะปนกันอยู่ ทั้งข้าวเกรดพี, เอ และบี (ข้าวผ่านคุณภาพมาตรฐาน) และเกรดซี (ข้าวเสื่อม)ในคลังเดียวกันทำให้การระบายทำได้ยาก กรมได้หาวิธีการระบายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคุณภาพข้าวโดยอาจต้องระบายแบบยกคลัง แต่จะดำเนินการตามหลักการและกฎหมาย ทั้งนี้หากเป็นข้าวที่ผ่านมาตรฐานและมีข้าวเกรดซีปนอยู่ไม่เกิน 20% ซึ่งมีอยู่ในสต๊อกปริมาณ 7.5 ล้านตัน จะใช้วิธีการประมูลแบบปกติ ส่วนข้าวเกรดพี เอ และบี และข้าวเกรดซี ปะปนเกิน 20% ซึ่งมีในสต๊อกปริมาณ 1.5 ล้านตัน จะใช้วิธีการประมูลเป็นการทั่วไปแบบยกคลังและให้องค์การคลังสินค้า(อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เข้ามากำกับดูแลการขนย้าย ขณะที่ข้าวเกรดซีที่ผิดไปจากมาตรฐานไม่สามารถนำมาบริโภคได้ จะเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และจะคุมเข้มเพื่อไม่ให้ข้าวดังกล่าวกลับเข้ามาสู่วงจรการบริโภค
"ทั้งนี้ประเมินว่าหากสามารถระบายข้าวในสต๊อกส่วนที่เหลือได้หมด 11.4 ล้านตันจะสามารถนำเงินเข้ารัฐบาลได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท"
เล็งตั้งหน่วยงานดูเอดีเหล็ก
นางดวงพร กล่าวอีกว่า กรมยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างของกรม ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่ในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เหล็ก ที่เกิดปัญหาสะสมมายาวนานและมีปัญหาใหม่ๆ เกิดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทย ดังนั้นหน่วยงานที่กรมจะตั้งขึ้นจะทำงานคล้ายๆ องค์กรอิสระทำงานซึ่งจะทำให้การทำงานมีความคล่องตัว และแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วกว่าในปัจจุบันที่เป็นระบบราชการที่การทำงานทำได้ค่อนข้างล่าช้าไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของเอกชน
"หน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้จะกำกับดูแลในเรื่องของมาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) อีกด้วย โดยรูปแบบหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมาอาจคล้ายๆ กับสำนักโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้จัดตั้งไปก่อนหน้านี้ คาดในเดือนพฤษภาคมนี้ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป"
เป้าค้าชายแดนปีนี้ 1.7 ล้านล้าน
ด้านการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหวังในการเพิ่มยอดการส่งออกของไทย นางดวงพรระบุว่า จากที่ได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านครั้งที่ 1/2559 (4 เม.ย.)โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้ตั้งเป้าหมายการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนในปี 2559 ที่มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท (จากเป้าตั้งไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท) หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.4%
"ในปีที่แล้วแม้จะพลาดเป้าแต่ก็ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย เพราะเศรษฐกิจโลกในภาพรวมแม้จะซบเซาแต่การค้าชายแดนและผ่านแดนกลับขยายตัวอย่างมาก ทำให้ปีนี้กระทรวงตั้งเป้าหมายไว้สูงและมั่นใจว่าจะทำได้หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน โดยในภาพรวมการค้าชายช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 2.54 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.95%"
ทั้งนี้ในปี 2559 ทางกระทรวงพาณิชย์มีโครงการส่งเสริมและขยายมูลค่าการค้าชายแดนไม่ว่าจะเป็นการจัดคณะผู้แทนการค้าการลงทุนไทยไปเจรจาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน (ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา) จัดมหกรรมการค้าชายแดนที่จังหวัดนครพนมระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม ภายใต้แนวคิดขยายการค้าชายแดนเชื่อมโยงเพื่อนบ้านสู่จีนตอนใต้จากนั้นจะขยายโครงการไปยังจังหวัดหนองคาย จังหวัดเชียงราย จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด และการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศ CLMV ภายใต้โครงการ YEN-D เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,154 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






