
เงินบาทแข็งค่าหลุด35 บาท
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ฯ ช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทอ่อนค่าในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ตามแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ ก่อนการประชุมเฟด ประกอบกับอาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงใกล้สิ้นเดือนจากฝั่งผู้นำเข้า อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาแข็งค่าทะลุระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายๆ สัปดาห์ หลังเงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขาย เนื่องจาก 1) ผลการประชุมเฟด ที่ยังคงตอกย้ำว่าไม่รีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และ 2) ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่สร้างความผิดหวังให้กับตลาดด้วยการไม่ประกาศมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเยน
สำหรับในวันศุกร์ (29 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 34.91 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.01 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 เม.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (2-6 พ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 34.75-35.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงจังหวะเวลาของการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ โดยเฉพาะถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี PMI และ ISM ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนเม.ย. รายจ่ายด้านการก่อสร้าง และยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนมี.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนน่าจะรอจับตาข้อมูล PMI ภาคการผลิตของหลายๆ ประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงจากความผิดหวังเกี่ยวกับการที่ BOJ ไม่ได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,404.61 จุด ลดลง 0.44% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 19.65% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 38,245.48 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 524.89 จุด ลดลง 0.37% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์จากแรงขายทำกำไร ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร สอดรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯ รวมทั้ง แรงหนุนจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลดในช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงขายทางเทคนิค หลังดัชนีปรับเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม สร้างความผิดหวังให้กับตลาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มสื่อสาร
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (3-4 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,390 และ1,380 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,412 และ 1,423 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วยเครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และเครื่องชี้ตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการว่างงาน และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ที่ต้องติดตาม คงได้แก่การรายงาน ดัชนี PMI ในเยอรมนี ยูโรโซน และญี่ปุ่น
สำหรับในวันศุกร์ (29 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 34.91 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.01 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 เม.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (2-6 พ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 34.75-35.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงจังหวะเวลาของการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ โดยเฉพาะถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี PMI และ ISM ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนเม.ย. รายจ่ายด้านการก่อสร้าง และยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนมี.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนน่าจะรอจับตาข้อมูล PMI ภาคการผลิตของหลายๆ ประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงจากความผิดหวังเกี่ยวกับการที่ BOJ ไม่ได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,404.61 จุด ลดลง 0.44% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 19.65% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 38,245.48 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 524.89 จุด ลดลง 0.37% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์จากแรงขายทำกำไร ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร สอดรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯ รวมทั้ง แรงหนุนจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลดในช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงขายทางเทคนิค หลังดัชนีปรับเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม สร้างความผิดหวังให้กับตลาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มสื่อสาร
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (3-4 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,390 และ1,380 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,412 และ 1,423 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วยเครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และเครื่องชี้ตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการว่างงาน และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ที่ต้องติดตาม คงได้แก่การรายงาน ดัชนี PMI ในเยอรมนี ยูโรโซน และญี่ปุ่น






