thansettakij
thansettakij
ธุรกิจส่งออกรับมืออย่างไร เมื่อการค้าโลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ภาษี?

ธุรกิจส่งออกรับมืออย่างไร เมื่อการค้าโลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ภาษี?

27 เม.ย. 59 | 11:30 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 59 | 18:30 น.
Breaking-News

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

แม้ว่าภาษีศุลกากรจะเป็นอุปสรรคทางการค้าที่ผู้ส่งออกคุ้นเคยมาเป็นเวลานาน แต่สิ่งที่กลายเป็นปัญหาหลั กในการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ คือ มาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff measures: NTMs) เพราะทำให้ธุรกิจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ใช้เวลาดำเนินการนานขึ้น และสร้างข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดสูงกว่าภาษีถึง 2 เท่า นอกจากนี้ การปฏิบัติตามเงื่อนไขNTMs ยังไม่ได้เป็นการรับประกันว่าธุรกิจจะสามารถทำกำไรและเจาะตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ อีไอซีจึงแนะเคล็ดลับให้ผู้ ประกอบการปรับตัวมุ่งสู่การผลิตด้วยมาตรฐานสากล สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า รวมไปถึงประเมินความสามารถของตนเองในการทำตามเงื่อนไขต่างๆ และเลือกส่งออกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของแต่ละตลาด

สิ่งที่ผู้ประกอบการในตลาดการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญและยิ่ งทวีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ คือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ ใช่ภาษี หรือ NTMs (non–tariff measures) ในอดีตอุปสรรคหลักของผู้ ประกอบการที่ค้าขายกับต่ างประเทศคือ ภาษีศุลกากร เนื่องจากทำให้ต้นทุนของสินค้ าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และลดความสามารถในการทำกำไร อีกทั้งยังอาจทำให้ไม่สามารถแข่ งขันกับผู้ประกอบการในตลาดเป้ าหมายหรือจากประเทศอื่นๆ ได้ แต่ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้พยายามจัดทำข้ อตกลงการค้าเสรี (Free-trade Area Agreements: FTAs) ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อลดหย่อนภาษีนำเข้าระหว่ างกัน หรือกำจัดให้เหลือ 0% อย่างไรก็ดี องค์กรการประชุมสหประชาชาติว่ าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด (United Nations Conference on Trade and Development: UNCTAD) เปิดเผยว่าสิ่งที่กลายมาเป็นอุ ปสรรคหลักในตลาดการค้าโลกยุ คใหม่กลับเป็นมาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) เพราะถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างข้อจำกัดในการเข้าถึ งตลาดมากกว่ามาตรการทางภาษีถึง 2 เท่า โดยประเทศที่มีระดับรายได้สู งและปานกลางมักนำ NTMs มาใช้มากกว่าประเทศที่มีรายได้ ต่ำ

Infographic_Note_NTMs_20160427

มาตรการทางเทคนิค เป็น NTMs ที่พบบ่อยที่สุด และสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ สินค้าเกษตรและอาหาร แม้ว่า NTMs จะมีอยู่หลายประเภท เช่น การจำกัดปริมาณ การควบคุมราคา และเงื่อนไขการชำระราคาสินค้ าแต่มาตรการทางเทคนิคซึ่งรวมถึ งมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามั ยพืชเป็น NTMs ที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด (รูปที่ 2) เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคุณภาพชี วิตและสุขภาพของประชากรจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่าสินค้ าเกษตรและอาหารจะได้รั บผลกระทบมากกว่าสินค้าประเภทอื่ น ยกตัวอย่างเช่น เนื้อวัวแช่เย็นของออสเตรเลียถู กจีนระงับการนำเข้าเป็นเวลา 9 เดือนระหว่างปี 2013-2014 เพราะไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภั ยด้านอาหาร ในขณะที่ข้าวไทยก็ถูกหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ตรวจหาสิ่งปนเปื้อนจำพวกเชื้อรา มอด และข้าวเปลือก รวมไปถึงผักและผลไม้ สดของไทยหลายชนิด เช่น ลำไย มะม่วง มะละกอและกะเพรา ยังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดหรื อห้ามนำเข้าโดยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันโรคพืช ศัตรูพืช และสารพิษตกค้างที่อาจติดมากั บผลิตผลดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าอีกหลายประเภทที่ได้ รับผลกระทบจาก NTMs ประเภทอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียที่ใช้มาตรการควบคุ มการนำเข้าผ้าบาติก โดยผู้นำเข้าจะต้องขออนุ ญาตจากกระทรวงพาณิชย์ของอินโดนี เซีย และสามารถนำเข้าจากท่าเรือและท่ าอากาศยานเพียง 4 แห่งเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะการลดภาษีศุ ลกากรภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซี ยน และ อาเซียน-จีน ทำให้ผ้าบาติกที่นำเข้าจากจี นและมาเลเซียมีราคาถูกกว่าผ้ าบาติกที่ผลิตในประเทศ ผู้ประกอบการของอินโดนีเซียซึ่ งมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นเรื่ อยๆ จึงถูกแย่งตลาดเพราะไม่ สามารถแข่งขันราคาได้ ในขณะที่สินค้าไทยก็ได้รั บผลกระทบจาก NTMs เช่นเดียวกัน อาทิ การส่งออกโทรทัศน์ไปอินเดี ยภายใต้กรอบการค้าเสรีไทย-อิ นเดียซึ่งติดเงื่อนไขแหล่งกำเนิ ดสินค้า (Rules of Origin: ROO) ในสัดส่วน 40% ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยบางรายไม่ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ เพราะในระยะหลังมีการใช้ส่ วนประกอบจากประเทศเพื่อนบ้ านในอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี เงื่อนไข ROOได้ถูกผ่อนปรนลงหลังจากที่มี ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อิ นเดีย ทำให้ไทยสามารถใช้วัตถุดิ บภายในประเทศและวัตถุดิบนำเข้ าจากประเทศภาคีรวมกันในสัดส่ วนไม่ต่ำกว่า 35% ผู้ประกอบการจึงมีความยืดหยุ่ นในการจัดหาชิ้นส่วนมากขึ้น

ผู้ประกอบการในธุรกิจส่งออกได้ รับผลกระทบจาก NTMs ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตไปจนถึ งการกระจายสินค้า อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ การใช้มาตรการได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สินค้าเกษตร เพราะต้องควบคุมดูแลตั้งแต่ขั้ นตอนการเพาะปลูกเพื่อให้ ปลอดจากศัตรูพืช โรคพืช และสารเคมีต้องห้าม จนไปถึงขั้ นตอนการทำความสะอาดผลิตผลก่ อนบรรจุลงหีบห่อและตรวจสอบคุ ณภาพก่อนขนย้าย ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ ประกอบการสูงขึ้นและใช้ เวลาดำเนินการมากกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศยังจำกัดจำนวนท่าเรื อที่สามารถนำเข้าสินค้าเกษตรได้ เช่น อินโดนีเซียที่อนุญาตให้ไทยส่ งผักและผลไม้สดผ่าน 4ท่าเรือเท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ห่างจากกรุ งจาการ์ตานับพันกิโลเมตร ทำให้ผลผลิตของไทยใช้เวลาขนส่ งนานกว่าจะไปถึงมือผู้บริ โภคและอาจส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าได้ นอกจากนี้  ในบางเวลาอาจมีการระงั บการนำเข้าชั่วคราวหากสุ่ มตรวจเจอสินค้าที่มีปัญหา หรือพบการนำเข้าในปริมาณที่ มากเกินไปจนกระทบผู้ผลิ ตในประเทศ เช่น กรณีของอินโดนีเซียที่ระงั บการนำเข้าพืช ผัก และผลไม้ 13 ชนิดจากไทยเป็นเวลา 6 เดือนในปี2013 เนื่องจากเป็นช่วงที่อินโดนีเซียมีผลผลิตออกมามาก ทำให้ชาวสวนและผู้ส่งออกผลผลิตดังกล่าวของไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ ประกอบการอาศัยการปรับตัวให้ สอดคล้องกับมาตรฐานของแต่ ละประเทศ แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้ านต้นทุน เวลา การเข้าถึงข้อมูล นอกจากปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่ มขึ้นจากการปฏิบัติตามเงื่อนไข NTMs แล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกั บความยุ่งยากในกระบวนการผลิตด้ วย เช่น ผู้ส่งออกกุ้งที่ต้องควบคุ มโรคกุ้งและการใช้ยาปฏิชีวนะให้ สมดุลกัน รวมไปถึงต้มกุ้งให้สุกด้วยอุ ณหภูมิและระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเงื่อนไขของแต่ละประเทศมั กแตกต่างกัน ทำให้ต้องวางแผนการผลิตอย่ างรอบคอบ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเผชิญกับความท้ าทายด้านเวลา เพราะกว่าที่สินค้าจะถูกนำเข้ าไปยังตลาดเป้าหมายได้ต้องผ่ านกระบวนการมากมาย อาทิ การขออนุญาตนำเข้า การพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้า และการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งบางประเทศมีตัวแทนดำเนิ นการเพียงแห่งเดียวจึงยิ่งใช้ เวลานานกว่าปกติ ทำให้ต้องเผื่อเวลาล่วงหน้ าและปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ สามารถถนอมสินค้าได้ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ดี การเข้าถึงข้อมูล NTMs ของแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่ท้ าทายเพราะมีรายละเอี ยดมากมายและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตลอดเวลา เช่น ข้าวไทยที่ส่งออกไปจีนต้องทำบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพราะขนาดตัวอักษรบนฉลากไม่ ตรงตามเงื่อนไขใหม่ที่จีนกำหนด ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น ใช้เวลาดำเนินการนานขึ้น และอาจส่งผลถึงคุณภาพของข้าวที่ บรรจุไปก่อนหน้านี้ด้วย

แม้ว่าหลายประเทศจะมีแนวทางร่ วมกันเพื่อลด NTMs แต่การรักษาเสถี ยรภาพของตลาดภายในประเทศยังเป็ นประเด็นที่ต้องจับตามอง ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มเห็นพ้องกันว่า NTMs เป็นอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่ อราคาและปริมาณของสินค้า อีกทั้งยังก่อให้เกิดการเสี ยโอกาสในกรณีที่เกิดความล่าช้ าหรือไม่สามารถค้าขายสินค้ าบางชนิดได้นอกจากนี้  NTMs บางมาตรการ เช่น ROO ยังลดทอนประสิทธิภาพการผลิ ตเพราะได้กำหนดสัดส่วนการใช้วั ตถุดิบจากแหล่งที่ระบุไว้เท่านั้น ส่งผลให้ NTMs ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นเจรจาในเวทีการค้าระหว่ างประเทศ เช่น อาเซียนที่สร้างกรอบความตกลงเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสิ นค้าผ่านแดน และร่วมกันเจรจา FTAs กับประเทศอื่นๆ เพื่อลดข้อจำกัดเรื่อง ROO ทำให้สามารถใช้วัตถุดิบร่วมกั นภายในภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี หลายประเทศมีความจำเป็นต้องปกป้องผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศ ทำให้ NTMs หลายมาตรการอาจถูกกำจัดได้ไม่ง่ ายนัก เช่น การกำหนดรายการสินค้าอ่อนไหวเพื ่อควบคุมปริมาณการนำเข้าหรือยื ดระยะเวลาในการลดหย่อนภาษี รวมไปถึงการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกั นการกระจายของสารพิ ษและโรคระบาดจากนอกประเทศ

นอกจากนี้ NTMs ยังขยายขอบเขตไปยังประเด็นใหม่ๆ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามการเปลี่ยนแปลงและเตรี ยมกลยุทธ์รับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในระยะหลังพบว่าหลายประเทศได้ นำเอามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนมาใช้กั นมากขึ้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรั ฐอเมริกาที่ออกกฎระเบียบควบคุ มระดับมลพิษและลดภาวะโลกร้อน เช่น ระเบียบสําหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ พลังงานซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาตรและน้ำหนักของสินค้า การใช้วัตถุดิบที่ มาจากกระบวนการรีไซเคิล และการใช้ไฟฟ้าหรือทรัพยากรอื่ นๆ ตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังมีมาตรการฉลากสิ่ งแวดล้อม เช่น Eco Label และ Carbon Label เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามี ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้ งแต่ขั้นตอนการผลิตไปจนถึงการจั ดการชิ้นส่วนที่เหลือหลังการใช้ งาน โดยอีไอซีคาดว่าประเด็นดังกล่ าวจะถูกผลักดันอย่างเป็นรู ปธรรมมากขึ้น สังเกตได้ จากความพยายามในการบรรลุข้ อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อหาวิธีต่อสู้กับความเปลี่ ยนแปลงของสภาพอากาศ รวมไปถึง FTAs ฉบับใหม่ๆ ที่ยกเอาเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้ นมาเป็นประเด็นหลักในการเจรจา ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรจั บตาสถานการณ์และเตรียมปรับกลยุ ทธ์ทางธุรกิจไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้สามารถรับมือกับ NTMs ยุคใหม่ซึ่งนอกจากจะมีความเข้ มงวดมากขึ้นแล้ว ยังมีวิวัฒนาการที่ซับซ้ อนและครอบคลุมประเด็นที่กว้างขึ้นด้วย Implication

ปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุ่งผลิ ตสินค้าด้วยมาตรฐานสากล อีไอซีมองว่าการปรับปรุ งมาตรฐานสินค้านอกจากจะช่วยเพิ่ มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ แก่ผู้ประกอบการในตลาดส่งออกแล้ ว ยังช่วยพัฒนากระบวนการผลิ ตในประเทศและส่งผลดีต่อผู้บริ โภคชาวไทยที่จะได้ใช้สินค้ามีคุ ณภาพสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ หากในอนาคต NTMs ถูกลดให้น้อยลงส่งผลให้สินค้าต่ างชาติเข้ามาทำตลาดในไทยได้ง่ ายขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการที่พัฒนาประสิทธิ ภาพและคุณภาพการผลิตให้เทียบเท่ าระดับสากลก็จะไม่ถูกคู่แข่งต่ างชาติแย่งชิ งตลาดภายในประเทศได้โดยง่าย

มองหาช่องทางเพิ่มมูลค่าให้แก่ สินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ไทยมี ความได้เปรียบจากวัตถุดิบอันอุ ดมสมบูรณ์ แต่กลับได้รับผลกระทบจาก NTMs สูงมาก โดยส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าขั้นต้ น หรือสินค้าที่ไม่มีความซับซ้ อนมากนัก เช่น ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็น และแช่แข็ง ดังนั้น หากผู้ประกอบการสามารถสร้างมู ลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เช่น แปรรูปผักผลไม้เป็นขนมหรื ออาหารสำเร็จรูป ก็จะช่วยบรรเทาความเสี่ ยงและความเสียหายอันเนื่องมาจาก NTMs ได้

เลือกเจาะตลาดที่ตนเองสามารถปฏิ บัติตามเงื่อนไขได้ และผู้บริโภคมีความต้องการสินค้ าชนิดนั้นจริงๆ แม้ว่าการทำตามข้อกำหนดต่างๆ จะเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้ผู้ ประกอบการสามารถนำสินค้าเข้ าไปเสนอขายยังตลาดต่างประเทศได้ แต่NTMs ของแต่ละประเทศมีความเข้ มงวดและต้นทุนในการปฏิบัติตามที ่ต่างกัน อีกทั้งผู้บริโภคแต่ละชาติยังมี รสนิยมที่หลากหลาย ธุรกิจจึงควรศึกษาความต้ องการของตลาดอย่างถี่ถ้วน และประเมิ นความสามารถของตนในการปฏิบัติ ตามเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่ งออกไปจะตอบโจทย์ผู้บริโภคและธุ รกิจสามารถสร้างกำไรได้จริง