thansettakij
thansettakij
เลื่อนลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก...เพิ่มระยะเวลาการปรับตัวของผู้ฝากรายย่อย

เลื่อนลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก...เพิ่มระยะเวลาการปรับตัวของผู้ฝากรายย่อย

27 เม.ย. 59 | 10:15 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 59 | 16:38 น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคาะห์เรื่อง “เลื่อนลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก...เพิ่มระยะเวลาการปรับตัวของผู้ฝากรายย่อย”

*การตัดสินใจทยอยลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากสู่ระดับ 1 ล้านบาทภายในปี 2563 จากเดิมที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 นี้ สะท้อนเจตนารมณ์ของภาครัฐในการคุ้มครองผู้ฝากเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ฝากเงินโดยเฉพาะผู้ฝากเงินรายย่อยสามารถทยอยปรับตัวเพื่อรองรับวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 1 ล้านบาท ได้อย่างมีความพร้อม

*และแม้ว่าจะมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากมาที่ระดับ 15 ล้านบาทในปีนี้ แต่ก็ยังครอบคลุมผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ หรือ 99.9% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งระบบ อีกทั้งยังถือเป็นระดับที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน หรือประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ในจังหวะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับไทย

*สำหรับในระยะที่เหลือของปี 2559 นี้ คาดว่าเงินฝากจะเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่องไม่เกิน 2% YoY ในช่วงไตรมาสที่ 2/2559 ในจังหวะที่ผลตอบแทนจากทางเลือกในการลงทุนอื่นๆ ยังดีกว่าเงินฝาก  อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 เงินฝากคาดว่าจะเร่งตัวขึ้น โดยมีโอกาสจบปีด้วยอัตราการขยายตัวที่ 3% YoY เทียบกับตัวเลขเบื้องต้นที่ 1.6% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2559 และ 1.4% ณ สิ้นปี 2558

•การประกาศเลื่อนวงเงินคุ้มครองเงินฝากออกไปในรอบนี้ สะท้อนเจตนารมณ์ของภาครัฐในการคุ้มครองผู้ฝากเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ฝากเงินโดยเฉพาะผู้ฝากเงินรายย่อยสามารถทยอยปรับตัวเพื่อรองรับกับวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 1 ล้านบาทได้อย่างมีความพร้อม ทั้งนี้ หากย้อนมองอดีต พบว่า การตัดสินใจในลักษณะคล้ายกันนี้ เคยปรากฏขึ้นแล้วในปี 2552 (หลังเกิดเหตุการณ์วิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐฯในปี 2551) และปี 2555 (หลังจากที่ไทยเพิ่งผ่านเหตุมหาอุทกภัยครั้งรุนแรงในปี 2554) โดยในปี 2555 นั้น รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อยืดระยะเวลาการคงวงเงินคุ้มครองเงินฝากไว้ที่ 50 ล้านบาทออกไปอีก 3 ปี จนถึง 10 สิงหาคม 2558 ในระหว่างที่เศรษฐกิจไทยกำลังทยอยฟื้นตัว ส่วนในปี 2559 นี้ อาจกล่าวได้ว่าวัตถุประสงค์ของการยืดระยะเวลาการคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 15 ล้านบาทออกไปจนถึงปี 2561 (กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่จะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559) ก่อนทยอยลดลงสู่ 1 ล้านบาทภายในปี 2563 คงมุ่งเน้นโจทย์ด้านการสร้างวินัยทางการเงินและการเพิ่มทางเลือกทางออมให้ผู้ฝากเงินเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับวงเงินคุ้มครองใหม่ที่ระดับ 1 ล้านบาทเป็นหลัก เพราะแม้ว่าผู้ฝากเงินบางส่วนจะมีการโยกย้ายเงินออมสู่ช่องทางการออมอื่นๆ มากขึ้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนภายใต้ความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง ขณะที่ ผู้ฝากเงินรายย่อยที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงลงทุนในผลิตภัณฑ์เงินฝากเป็นหลักเพราะถือเป็นหนึ่งในช่องทางการออมที่ปลอดภัยและความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งผู้ฝากรายย่อยยังมีทางเลือกในการออมเงินค่อนข้างจำกัดกว่าผู้ฝากเงินประเภทอื่นๆ ซึ่งการยืดระยะเวลาลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากออกไปอีกระยะหนึ่งนั้นนั้น คงจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ฝากเงินรายย่อยสามารถเข้าถึงและจัดสรรเงินออมสู่ผลิตภัณฑ์ทางการออมอื่นๆ ได้เพิ่มเติมจากปัจจุบัน และช่วยให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผู้ออมได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

•นอกจากนั้น อีกหนึ่งในวัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ การลดภาระทางการคลังในการเข้าช่วยเหลือผู้ฝากเงินหากเกิดปัญหาวิกฤตการณ์สถาบันการเงินขึ้น ดังเช่นเคยเกิดในปี 2540 โดยสถาบันการเงินมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากเพื่อใช้คุ้มครองผู้ฝากเงินในยามวิกฤต กระนั้นก็ดี คงต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังคงห่างไกลกับการเกิดวิกฤตการณ์สถาบันการเงินเช่นเดียวกับปี 2540 อีกทั้งฐานะทางการคลังของไทยยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 อยู่ที่ระดับ 44.13% ต่อจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศและกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ระดับ 60% ต่อจีดีพีอยู่มาก ดังนั้น ทางการไทยจึงไม่เผชิญแรงกดดันทางการคลังและสามารถสนับสนุนสถาบันคุ้มครองเงินฝากในการขยายความคุ้มครองเงินฝากได้ นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบความคุ้มครองเงินฝากให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นเพื่อให้เกิดการดูแลอย่างทั่วถึงหากเกิดกรณีที่ไม่คาดคิด อาทิ การปรับปรุงกระบวนการจ่ายคืนเงินฝากแก่ผู้ฝากเงินให้มีความรวดเร็วขึ้น และการเพิ่มอำนาจให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝากให้สามารถกู้ยืมเงินได้

•หากเทียบกับต่างประเทศแล้ว ถึงแม้ไทยจะลดวงเงินคุ้มครองมาที่ 15 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงินในเดือนสิงหาคม 2559 แต่ก็ยังถือเป็นระดับที่สูงกว่าหลายประเทศ เมื่อพิจารณาวงเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองต่อรายได้ต่อหัวของประชากรจากข้อมูลของสถาบันรับประกันเงินฝากของแต่ละประเทศแล้ว พบว่า วงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ 15 ล้านบาทของไทยอยู่ในระดับ 72.8 เท่า ของรายได้ต่อหัวของประชากร แม้จะลดลงจากระดับ  121.4 เท่า ในกรณีคุ้มครองเงินฝากที่ 25 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน หรือประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ในจังหวะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อาทิ สหรัฐฯ แล้ว ก็ยังถือเป็นระดับที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ นอกจากนั้น ณ ระดับความคุ้มครองที่ 15  ล้านบาทต่อราย ยังครอบคลุมจำนวนบัญชีเงินฝากกว่า 99.9% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์ (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559) ซึ่งบ่งชี้ว่าความคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 15 ล้านบาทต่อราย น่าจะสูงเพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงินไทยในระยะถัดไป

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสถานะของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย พบว่ายังมีความมั่นคงในระดับสูง โดยแม้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม จะปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.89% ณ สิ้นปี 2558 มาที่ 2.98% ณ สิ้นไตรมาส 1/2559 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่หนีจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งสัดส่วนการตั้งสำรองต่อเอ็นพีแอลล่าสุด ยังสูงกว่า 130% ด้วยระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบถึง 17.46% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท.กำหนดไว้ตามเกณฑ์ Basel III ที่ 9.125% (CAR 8.5% + Conservation Buffer 0.625%)

ทั้งระดับการคุ้มครองเงินฝากที่สูงกว่าหลายประเทศ และความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินไทยดังกล่าว คงช่วยทำให้ผู้ฝากเงินเชื่อมั่นได้ถึงความปลอดภัยของเงินออมทุกบาททุกสตางค์ที่สถาบันการเงินไทย ในระหว่างที่ภาครัฐกำลังเดินเครื่องเต็มที่ในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

•ส่วนผลจากการยืดระยะเวลาคุ้มครองเงินฝากออกไปต่อธนาคารพาณิชย์นั้น คงจะไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของธนาคาร แต่คงช่วยลดแรงกดดันเกี่ยวกับการโยกย้ายเงินฝากของกลุ่มลูกค้าระดับสูงและความเข้มข้นในการแข่งขันด้านราคาเงินฝากเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ให้ลดทอนลงจากเดิม ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป คงขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก อาทิ ความก้าวหน้าของสินเชื่อ ทิศทางสภาพคล่องของตลาดการเงิน ตลอดจนการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางประเทศแกนหลัก

•สำหรับเงินฝากในระยะที่เหลือของปี 2559 นี้ คาดว่าอาจเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่องไม่เกิน 2% YoY ในช่วงไตรมาสที่ 2/2559 ในจังหวะที่ผลตอบแทนจากทางเลือกในการลงทุนอื่นๆ ยังดีกว่าเงินฝาก  อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 เงินฝากคาดว่าจะเร่งตัวขึ้น จากสินเชื่อที่น่าจะขยายตัวชัดเจนขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ การที่เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดว่าจะมีผลให้นักลงทุนต่างชาติทยอยลดการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินบาท อันจะกดดันราคาตราสารหนี้และมีผลให้การลงทุนระยะสั้นถึงปานกลางในช่องทางดังกล่าวทั้งทางตรงและผ่านกองทุนรวม มีความได้เปรียบเงินฝากลดลง ตลอดจนทำให้เงินฝากยังเป็นแหล่งที่พักเงินที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน ดังนั้นแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า ผลรวมของเงินฝากและตั๋วแลกเงิน จะมีโอกาสจบปีด้วยอัตราการขยายตัวที่ 3% YoY เทียบกับตัวเลขเบื้องต้นที่ 1.6% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2559 และ 1.4% ณ สิ้นปี 2558