
กฟผ. พัฒนา 2 โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้
นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กฟผ. กำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ 2 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 หรือ พีดีพี 2015 ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินตามตามขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในภาคใต้และในภาพรวมของประเทศ ซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 2,630 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 5 หรือ 125 เมกะวัตต์ ในขณะที่ภาคใต้มีกำลังผลิตในพื้นที่เพียง 2,225 เมกะวัตต์ ต้องรับไฟฟ้าจากภาคกลาง จำนวน 375 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าภาคใต้จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 4-5 ทุกปี จึงควรมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าภาคใต้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขณะนี้ได้นำส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
สำหรับข่าวการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จ.ปัตตานี นั้น ปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อเสนอในพื้นที่ ซึ่งหากจะมีการดำเนินโครงการการโรงไฟฟ้าใดๆ ภาครัฐต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และต้องมีกระบวนการศึกษาอย่างรอบด้าน รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ในปัจจุบัน กฟผ. จึงยังมิได้ดำเนินการศึกษาโครงการดังกล่าว
ปัจจุบัน ความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขณะนี้ได้นำส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
สำหรับข่าวการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จ.ปัตตานี นั้น ปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อเสนอในพื้นที่ ซึ่งหากจะมีการดำเนินโครงการการโรงไฟฟ้าใดๆ ภาครัฐต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และต้องมีกระบวนการศึกษาอย่างรอบด้าน รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ในปัจจุบัน กฟผ. จึงยังมิได้ดำเนินการศึกษาโครงการดังกล่าว






