
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าทำลายตัวเลขพีคครั้งที่ 4 ที่29,004.6 เมกะวัตต์
กฟผ. เผย จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าสูงสุดทำลายตัวเลขพีคเป็นครั้งที่ 4 ของปี 2559 ที่ 29,004.6 เมกะวัตต์ สูงกว่าค่าพยากรณ์ที่คาดการณ์ไว้ 29,000 เมกะวัตต์ สาเหตุสำคัญมาจากอากาศที่ร้อนจัดกว่า 38.1 องศาเซลเซียส และคาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้อาจมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นอีกครั้ง ที่ประมาณ 29,200 เมกะวัตต์
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (26 เมษายน 2559) เวลา 14.13 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) อยู่ที่ 29,004.6 เมกะวัตต์ ทำลายตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่อุณหภูมิ 38.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าพยากรณ์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 29,000 เมกะวัตต์ และสูงขึ้นจากพีค ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 ที่ 28,475.3 เมกะวัตต์ สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง และเป็นช่วงวันทำงานปกติ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียน จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
สำหรับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า คาดว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ไม่เกิน 29,200 เมกะวัตต์ โดยมีโอกาสเกิดพีคอีกครั้งภายในในช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ไทยจะมีอากาศร้อนจัดขึ้นอีก จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงวันหยุด วันแรงงานแห่งชาติ วันฉัตรมงคล และวันพืชมงคล ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง และตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนตกและอากาศเย็นลง ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกำลังผลิตรองรับพร้อมจ่ายนั้น มีความมั่นคงเพียงพอ เนื่องจากมีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ประมาณร้อยละ 10-15 หรือไม่ต่ำกว่า 32,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดี หากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ กฟผ. ได้มีการเตรียมพร้อม โดยสำรองน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมถึงให้ บมจ.ปตท. สำรองก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับสถานการณ์
กฟผ. จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอความร่วมมือในการปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะทำหน้าที่ดูแลกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (26 เมษายน 2559) เวลา 14.13 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) อยู่ที่ 29,004.6 เมกะวัตต์ ทำลายตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่อุณหภูมิ 38.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าพยากรณ์ที่คาดการณ์ไว้ที่ 29,000 เมกะวัตต์ และสูงขึ้นจากพีค ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 ที่ 28,475.3 เมกะวัตต์ สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง และเป็นช่วงวันทำงานปกติ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียน จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
สำหรับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า คาดว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ไม่เกิน 29,200 เมกะวัตต์ โดยมีโอกาสเกิดพีคอีกครั้งภายในในช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ไทยจะมีอากาศร้อนจัดขึ้นอีก จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงวันหยุด วันแรงงานแห่งชาติ วันฉัตรมงคล และวันพืชมงคล ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง และตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนตกและอากาศเย็นลง ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกำลังผลิตรองรับพร้อมจ่ายนั้น มีความมั่นคงเพียงพอ เนื่องจากมีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ประมาณร้อยละ 10-15 หรือไม่ต่ำกว่า 32,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดี หากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ กฟผ. ได้มีการเตรียมพร้อม โดยสำรองน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมถึงให้ บมจ.ปตท. สำรองก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับสถานการณ์
กฟผ. จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอความร่วมมือในการปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะทำหน้าที่ดูแลกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ






