
ซีไอเอ็มบีประกาศกำไรสุทธิไตรมาสแรก327.3 ล้าน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับงวดสามเดือนปี 2559 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2558 ลดลงจำนวน 26.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.5 สาเหตุส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต่อรายได้จากการดำเนินงานงวดสามเดือน ปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 53.0 ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 60.1 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้และการปรับปรุงแผนการบริหารจัดการเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี
อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) สำหรับงวดสามเดือนปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 3.72 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 2.95 เป็นผลจากการที่ธนาคารสามารถควบคุมต้นทุนเงินฝากที่ดีขึ้น
วันที่ 31 มีนาคม 2559 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 200.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1.4 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 205.8 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.7 จากสิ้นปี 2558 ซึ่งมีจำนวน 218.4 พันล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อ เงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 97.4 จากร้อยละ 91.1 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้น (NPL ratio) อยู่ที่ร้อยละ 3.0 ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 อยู่ที่ร้อยละ 3.1 ซึ่งเป็นผลจากการที่กลุ่มธนาคารมีนโยบายการประเมินความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่อที่รัดกุม มาตรการบริหารจัดการ ความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงแนวทางในการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีอยู่ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2559 อยู่ที่ร้อยละ 115.0 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 106.5 ตามนโยบายการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2559 เงินสำรองของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 7.1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 3.3 พันล้านบาท
เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2559 มีจำนวน 34.6 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 15.0 โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 10.8






