
ร้านอาหารเปิด ห้าง-ผับ-สุราส่อยาว
ครม.ไฟเขียวขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือน “บิ๊กตู่” มอบดาบผู้ว่าฯคลายล็อกในแต่ละพื้นที่ ธุรกิจร้านอาหาร สวนสาธารณะ ลุ้นเปิดใหม่ ห้างฯรอไปก่อน
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28เม.ย.63 มีมติขยายมาตรการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 30 วันโดยยังคง 4 มาตรการปิดพื้นที่สุ่มเสี่ยงในการแพร่ระบาดไว้ และเปิดทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้ดุลพินิจในการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ หากเห็นว่ามีความเหมาะสม แต่หากติดเชื้อจะปิดทันที
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ (28 เม.ย.63) ว่า เห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อไปอีก 1 เดือน ส่วนแนวทางที่จะผ่อนปรน จะค่อยผ่อนครั้งละ 25% ประเมิน 14 วันต่อครั้ง คำนึงถึงผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ และชีวิตด้านสาธารณสุข หากผ่อนคลายแล้วแพร่ระบาดอีกก็จะปิด
ที่ประชุมครม.ให้คง 4 มาตรการตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบด้วย 1.ควบคุมการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และขยายการห้ามอากาศยานบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราวออกไปอีก 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2563
2.ห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ระหว่างเวลา 22.00 น.- 04.00 น. 3. งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด โดยไม่มีเหตุจำเป็น และ 4.งดการดำเนินกิจกรรมคนหมู่มาก
พร้อมเปิดทันทีแค่ 20%
ด้านนายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร (Food Franchise Institute:FFI) และบริหารร้านอาหารแฟรนไชส์มากว่า 30 ปี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้รัฐคลายล็อกต้นเดือนพฤษภาคม และให้ร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูป ในช่วง 2 สัปดาห์แรกจะมีร้านอาหารพร้อมเปิดให้บริการทันทีแค่ 20% เนื่องจากที่ผ่านมามีภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่มีรายได้ ทำให้ขาดกระแสเงินสด ไม่มีทุนพอจะซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าแรงเพื่อเปิดร้านทันที แต่จะค่อยปรับจนเข้าสู่ภาวะปกติได้ใน 1 เดือนจากนั้น โดยกลุ่มที่จะมาแรงในช่วงแรกคือร้านประเภทที่บริการ
ดีลิเวอรีไม่สะดวก เช่น สเต็ก ปิ้งย่าง ชาบู เครื่องดื่มสมูธตี้ ร้านบิงซู เป็นต้น
สู่ 4 นิวนอร์มอล
“ฝั่งลูกค้าก็เช่นกัน 2 สัปดาห์แรกจะเป็นกลุ่มที่มั่นใจและเริ่มจับจ่าย กับอีกกลุ่มที่ยังรีรอขอดูสถานการณ์ ถ้าไม่มีเหตุอะไร พฤติกรรมการจับจ่ายจะเริ่มกลับมาเป็นปกติหลัง 2 สัปดาห์เป็นต้นไป ทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารโดยรวม คาดจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวกลับมาราว 6 เดือน”
อย่างไรก็ดีภายหลังจากพ้นวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด -19 แล้ว ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารของเมืองไทยจะเกิด New Normal 4 ประการ ได้แก่ 1.อาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่ลูกค้าจะให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก 2.อาหารสุขภาพ (Healthy Food) ที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น 3.ธุรกิจอาหารออนไลน์, ดีลิเวอรี, Cloud Kitchen ที่จะได้รับความนิยมสูง และ 4. กิจกรรมของครอบครัว ที่จะเกิดขึ้นภายในร้านอาหารมากขึ้น หลังจากห่างหายไปนาน
ขอเปิดพร้อมสตรีตฟู้ด
ด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกสมาคมฯมีทั้งสิ้น 3 หมื่นราย
คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนร้านอาหารภัตตาคารทั่วประเทศ ช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้รับผลกระทบต่อยอดขายกันถ้วนหน้า สมาคมออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือ และประสานภาครัฐ ตลอดจนแอพพลิเคชันฟู้ดดีลิเวอรีต่างๆ ในการลดกำไรขั้นต้น (GP) ลงเหลือ 30% เพื่อให้ร้านค้าอยู่ได้
“หากภาครัฐคลายมาตรการลงได้ ก็อยากให้กลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหาร กลับมาเปิดได้เช่นเดียวกับร้านสตรีตฟู้ด รถเข็นข้างทาง โดยทางสมาคมและร้านค้าสมาชิก ได้เตรียมมาตรการป้องกันในทุกๆ ด้านไว้รองรับ อาทิ จำกัดจำนวนลูกค้าที่เข้ามานั่งรับประทานในร้าน เพิ่มระบบระบายอากาศให้ถ่ายเทเพิ่มขึ้นป้องกันการระบาด”
เซ็นทรัลลั่น ‘สะอาดมั่นใจ’
ขณะที่นางสาววัลยาจิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเครือเซ็นทรัล กล่าวว่า การเปิดบริการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าประเภทต่างๆ นั้น รัฐจะเป็นผู้กำหนด ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม ทางด้านความสะอาด ความปลอดภัยให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาซีพีเอ็นก็ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเต็มที่ และยึดปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ
ล่าสุดได้จัดทำแผนแม่บท“เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” เพื่อยกระดับมาตรการความสะอาดและความปลอดภัย
เชิงรุกไว้ล่วงหน้า ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงกับศูนย์การค้า ร้านค้าและพนักงานทุกคน โดยแผนแม่บททั้ง 5 แกน รวม 75 มาตรการ เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ เพื่อกำหนดเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม และตอบรับ New Normal หรือพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยน
แปลงไปด้วย
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563






