thansettakij
thansettakij
เวอรีน่าบุกตลาดอาหารเสริม เทงบ80ล้านทำตลาดทุ่ม60ล้านสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบ

เวอรีน่าบุกตลาดอาหารเสริม เทงบ80ล้านทำตลาดทุ่ม60ล้านสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบ

15 เม.ย. 59 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :25 เม.ย. 59 | 20:59 น.
เวอรีน่า เข็น 3 สินค้าใหม่บุกตลาดอาหารเสริม จับเทรนด์ความต้องการผู้บริโภคยุคปัจจุบัน เทงบ 80 ล้าน ทำตลาดและสร้างการรับรู้ต่อเนื่อง หลังปีที่ผ่านมาลูกค้ารัดเข็มขัดใช้จ่ายระมัดระวังกระทบตลาด มั่นใจปีนี้โต 15% พร้อมทุ่มงบ 60 ล้านเตรียมสร้างโรงงานผลิตสินค้า หวังรองรับตลาดเออีซีและจีน ทั้งทำแปลงปลูกวัตถุดิบหลังต้นทุนสินค้าพุ่ง 10%

รศ.ดร.ณัฐนนท์ ตราชู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวอรีน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบรนด์เวอรีน่า (Verena) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้วางแผนออกสินค้าใหม่เพื่อทำตลาดในปีนี้ 3 รายการ ได้แก่ Fiberlax ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทใยอาหาร Fiverlax ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผิว ซึ่งวางจำหน่ายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสินค้าอีก 1 รายการที่เป็นกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยการทำงานของวิตามินซี ซึ่งจะวางจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้

“ปีที่ผ่านมาตลาดอาหารเสริมค่อนข้างซบเซาและชะลอตัว ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคระวังการจับจ่ายใช้สอยและใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ในปีนี้บริษัทจึงมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีความจำเป็นต่อผู้บริโภค และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด อย่างอาหารเสริมกลุ่มใยอาหาร จากข้อมูลของระบบสาธารณสุขไทย พบว่าคนไทยรับประทานใยอาหารไม่ครบตามปริมาณที่ต้องการ ซึ่งแต่ละวันคนไทยจะต้องได้รับใยอาหารประมาณ 25 กรัมต่อวัน แต่ปัจจุบันได้รับเพียง 4-5 กรัมต่อวันสำหรับเด็ก ส่วนผู้ใหญ่ได้รับเพียง 10 กรัมต่อวันเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบขับถ่ายและโรคภัยต่างๆ ได้เมื่อมีอายุที่มากขึ้น”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสินค้าส่วนใหญ่ที่เน้นการทำตลาด จะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ที่มีอยู่ประมาณ 25-26 รายการ ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี แต่จากความต้องการของผู้บริโภคและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บริษัทต้องพัฒนาสินค้าที่มีความหลากหลาย และเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ แต่ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายหลักยังมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 85% ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มสุขภาพและความงาม 70% และอีก 30% เป็นกลุ่มลดน้ำหนัก ขณะที่ยอดขายรวมที่เหลืออีก 15% จะเป็นสินค้ากลุ่มสกินแคร์และเครื่องสำอาง

รศ.ดร.ณัฐนนท์ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคแล้ว บริษัทยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ปัจจุบันมีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแล้ว 10% แต่ราคาสินค้าไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ ยังคงขายสินค้าในราคาเท่าเดิม จึงวางแผนสร้างโรงงานเพื่อผลิตวัตถุดิบสำหรับใช้ในการผลิตสินค้าในอนาคตด้วย โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมงบลงทุน 60 ล้านบาท คาดว่าปลายปี 2560 จะเริ่มเดินเครื่องผลิตสินค้าได้

“ตอนนี้มีสินค้าบางตัวที่เป็นงานวิจัยของบริษัทเอง จึงต้องมีไลน์การผลิตของตัวเอง รวมถึงการพัฒนาวัตถุดิบไว้รองรับ ซึ่งมีที่ดินจำนวน 16 ไร่ รองรับการเพาะปลูกวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสินค้า โดยจะจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศไทย และมองตลาดไปในอาเซียน รวมถึงประเทศจีนด้วย เพราะบริษัทมีสินค้าภายใต้การวิจัยของตนเองหลายรายการ ซึ่งปีนี้ถือเป็นการเตรียมตัว โดยในปีหน้าน่าจะเริ่มรุกตลาดในต่างประเทศได้”

สำหรับปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ในอัตรา 15% จากปีที่ผ่านมาผลประกอบการอยู่ในภาวะทรงตัว โดยการเติบโตดังกล่าวจะมาจากสินค้ากลุ่มลดน้ำหนัก และสินค้าใหม่ ซึ่งบริษัทได้เตรียมงบประมาณการทำตลาดไว้ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ รวมถึงการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายช่องทางจำหน่ายในร้านขายยาและโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ซึ่งคาดว่าน่าจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายได้ไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business