
ปรับ ทักราล เครดิตที่ดี คือหัวใจของการทำธุรกิจ
การเริ่มต้นทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ แรกๆ ผู้คนทั่วไปอาจตั้งคำถามในใจว่า มันจะประสบความสำเร็จได้หรือใหม่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าพื้นฐานไม่มีก็จะยิ่งเพิ่มความกังขาเข้าไปอีก แต่สำหรับ "ปรับ ทักราล" เขาคือ ซีอีโอ หนุ่มวัย 39 ปี ที่พิสูจน์ฝีมือให้ได้เห็นกันแล้ว ตลอดเวลา 12 ปีที่เขาเข้ามาลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็มตัว
เขาเล่าว่า ผมเป็นคนไทยที่ไปเติบโตที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะกลับมาทำธุรกิจของตัวเองเมื่อปี 2547 ก่อนที่จะมาเริ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เขาเคยทำงานเกี่ยวกับสื่อในลิฟต์มาก่อนประมาณ 1 ปี แล้วจึงมาเริ่มบริษัท ทักราล แลนด์ฯ และบริษัทในเครือ โดยเริ่มต้นธุรกิจการพัฒนาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จากนั้นจึงได้ขยายงานไปยังธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ซึ่งการเริ่มต้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเขา มีแนวคิดที่เป็น Niche ตั้งแต่เริ่มต้น
"ปรับ" มุ่งเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับกลางตั้งแต่เริ่ม ทั้งๆ ที่ธนาคารที่ปล่อยกู้ติงแล้วว่า ทำไมถึงไม่สร้างโครงการเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายระดับสูง เขาให้เหตุผลชัดเจนเลยว่า สิ่งที่เขามองเห็นหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง 3 ปี เทรนด์ของลูกค้าระดับกลางโดดเด่นมาก กลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน และอินเดีย เติบโตเร็วแน่นอน พวกเขาไม่ต้องการห้องหรูหราราคาแพง แต่ต้องการของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และการคาดหมายของซีอีโอหนุ่มคนนี้ก็ถูกเผง เพราะอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและชาวจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องประมาณ 30% เลยทีเดียว การบุกตลาดระดับกลางของเขา จึงประสบความสำเร็จมากมาย การเติบโตดี รายได้สวย ตัวเลขการลงทุนกับกำไร ไฉไลกว่าโรงแรม 5-6 ดาวเยอะ
ช่วงเริ่มต้น "ปรับ" บอกว่ายากมาก แบงก์ไม่ยอมปล่อยกู้ง่ายๆ แต่โชคดี ที่ไปเจอคนสนใจร่วมทุนด้วย เป็นบริษัทในกลุ่มเทมาเสก ชื่อ แคปปิตัล แลนด์ ทำให้แบงก์ยอมปล่อยกู้ และโรงแรมบูติกแห่งแรกของเขาก็เริ่มต้นขึ้นที่ สุขุมวิท 16 ปีแรกที่เปิดบริการ เข้ามีอัตราการเข้าพักถึง 90% และหลังจากนั้นเขาก็เน้นคอนเซ็ปต์ Niche กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ห้างค้าปลีก โดยเน้นเลือกลงทุนสิ่งที่เหมาะสมในทำเลที่ใช่ และตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในย่านนั้น ซึ่งเร็วๆ นี้เขากำลังจะเปิดอีกหนึ่งห้างค้าปลีกในทำเลทองสุขุมวิท
"ปรับ" บอกว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจมา 12 ปี ยังไม่เจอเรื่องผิดพลาด เพราะเขาได้ทีมงานที่ดี ทีมงานของเขาเป็นทีมที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรม ด้วยสไตล์การบริหารที่ลูกทีมทำงานเต็มที่ ตัวเขาเองก็เต็มที่ด้วยเช่นกัน ขณะที่เป็นคนทรัฟ เขาก็มีความแฟร์ กับลูกน้อง ใครแสดงผลงานดี ทำงานเต็มที่ ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี วิธีการบริหารแบบนี้ ทำให้เขาได้ใจลูกน้อง แม้ตอนแรกจะมีเข้าๆ ออกๆ กันบ้าง แต่ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ตัวและอยู่มือ
และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของเขาราบรื่น ก็คือที่ปรึกษาที่ทรงคุณวุฒิ โดยเฉพาะคุณพ่อที่มีประสบการณ์ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมาได้ เขาจึงได้นำเคล็ดลับวิชาการทำธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินหมุนเวียน และเครดิตที่ดี เป็นสิ่งสำคัญ
จากเป้าหมายเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ที่หวังเพียงจะมีโรงแรมสัก 1-2 แห่ง ตอนนี้ธุรกิจเขาใหญ่โตขึ้น ขยายมากขึ้นทั้งโรงแรมและรีเทล โดยสัดส่วนรายได้ถึง 85% มาจากโรงแรม ตอนนี้เป้าหมายของเขาคือการขยายธุรกิจ สร้างรายได้ให้เติบโต ไม่น้อยกว่าปีละ 15-20% ซึ่งที่ผ่านมาเขาสามารถประสบความสำเร็จมาตลอด และยังมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ความฝันของเขา ไม่ใช่การสร้างธุรกิจให้ใหญ่โต แล้วปล่อยให้รุ่นลูกมาบริหาร แต่เขามองว่า ถ้าลูกทำไม่ได้ ก็ให้เป็นเพียงผู้ถือหุ้น แล้วให้มืออาชีพเข้ามาบริหารต่อ ส่วนตัวเขาเอง ยังมีความสุขกับการทำธุรกิจ และคิดว่าการทำงานคือส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะฉะนั้น เขายังพร้อมลุย และวางเป้า 5-7 ปี ที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจโรงแรมมาตรฐานที่เป็นบูติก อย่างน้อยๆ ต้องมีโรงแรมบูติกของเขาไม่ต่ำกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559
เขาเล่าว่า ผมเป็นคนไทยที่ไปเติบโตที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะกลับมาทำธุรกิจของตัวเองเมื่อปี 2547 ก่อนที่จะมาเริ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เขาเคยทำงานเกี่ยวกับสื่อในลิฟต์มาก่อนประมาณ 1 ปี แล้วจึงมาเริ่มบริษัท ทักราล แลนด์ฯ และบริษัทในเครือ โดยเริ่มต้นธุรกิจการพัฒนาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จากนั้นจึงได้ขยายงานไปยังธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ซึ่งการเริ่มต้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเขา มีแนวคิดที่เป็น Niche ตั้งแต่เริ่มต้น
"ปรับ" มุ่งเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับกลางตั้งแต่เริ่ม ทั้งๆ ที่ธนาคารที่ปล่อยกู้ติงแล้วว่า ทำไมถึงไม่สร้างโครงการเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายระดับสูง เขาให้เหตุผลชัดเจนเลยว่า สิ่งที่เขามองเห็นหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง 3 ปี เทรนด์ของลูกค้าระดับกลางโดดเด่นมาก กลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน และอินเดีย เติบโตเร็วแน่นอน พวกเขาไม่ต้องการห้องหรูหราราคาแพง แต่ต้องการของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และการคาดหมายของซีอีโอหนุ่มคนนี้ก็ถูกเผง เพราะอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและชาวจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องประมาณ 30% เลยทีเดียว การบุกตลาดระดับกลางของเขา จึงประสบความสำเร็จมากมาย การเติบโตดี รายได้สวย ตัวเลขการลงทุนกับกำไร ไฉไลกว่าโรงแรม 5-6 ดาวเยอะ
ช่วงเริ่มต้น "ปรับ" บอกว่ายากมาก แบงก์ไม่ยอมปล่อยกู้ง่ายๆ แต่โชคดี ที่ไปเจอคนสนใจร่วมทุนด้วย เป็นบริษัทในกลุ่มเทมาเสก ชื่อ แคปปิตัล แลนด์ ทำให้แบงก์ยอมปล่อยกู้ และโรงแรมบูติกแห่งแรกของเขาก็เริ่มต้นขึ้นที่ สุขุมวิท 16 ปีแรกที่เปิดบริการ เข้ามีอัตราการเข้าพักถึง 90% และหลังจากนั้นเขาก็เน้นคอนเซ็ปต์ Niche กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ห้างค้าปลีก โดยเน้นเลือกลงทุนสิ่งที่เหมาะสมในทำเลที่ใช่ และตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในย่านนั้น ซึ่งเร็วๆ นี้เขากำลังจะเปิดอีกหนึ่งห้างค้าปลีกในทำเลทองสุขุมวิท
"ปรับ" บอกว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจมา 12 ปี ยังไม่เจอเรื่องผิดพลาด เพราะเขาได้ทีมงานที่ดี ทีมงานของเขาเป็นทีมที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรม ด้วยสไตล์การบริหารที่ลูกทีมทำงานเต็มที่ ตัวเขาเองก็เต็มที่ด้วยเช่นกัน ขณะที่เป็นคนทรัฟ เขาก็มีความแฟร์ กับลูกน้อง ใครแสดงผลงานดี ทำงานเต็มที่ ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี วิธีการบริหารแบบนี้ ทำให้เขาได้ใจลูกน้อง แม้ตอนแรกจะมีเข้าๆ ออกๆ กันบ้าง แต่ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ตัวและอยู่มือ
และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของเขาราบรื่น ก็คือที่ปรึกษาที่ทรงคุณวุฒิ โดยเฉพาะคุณพ่อที่มีประสบการณ์ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมาได้ เขาจึงได้นำเคล็ดลับวิชาการทำธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินหมุนเวียน และเครดิตที่ดี เป็นสิ่งสำคัญ
จากเป้าหมายเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ที่หวังเพียงจะมีโรงแรมสัก 1-2 แห่ง ตอนนี้ธุรกิจเขาใหญ่โตขึ้น ขยายมากขึ้นทั้งโรงแรมและรีเทล โดยสัดส่วนรายได้ถึง 85% มาจากโรงแรม ตอนนี้เป้าหมายของเขาคือการขยายธุรกิจ สร้างรายได้ให้เติบโต ไม่น้อยกว่าปีละ 15-20% ซึ่งที่ผ่านมาเขาสามารถประสบความสำเร็จมาตลอด และยังมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ความฝันของเขา ไม่ใช่การสร้างธุรกิจให้ใหญ่โต แล้วปล่อยให้รุ่นลูกมาบริหาร แต่เขามองว่า ถ้าลูกทำไม่ได้ ก็ให้เป็นเพียงผู้ถือหุ้น แล้วให้มืออาชีพเข้ามาบริหารต่อ ส่วนตัวเขาเอง ยังมีความสุขกับการทำธุรกิจ และคิดว่าการทำงานคือส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะฉะนั้น เขายังพร้อมลุย และวางเป้า 5-7 ปี ที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจโรงแรมมาตรฐานที่เป็นบูติก อย่างน้อยๆ ต้องมีโรงแรมบูติกของเขาไม่ต่ำกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559






