thansettakij
thansettakij
สภาธุรกิจตลาดทุนชี้ระยะสั้นเงินยังไหลเข้าตลาดหุ้น

สภาธุรกิจตลาดทุนชี้ระยะสั้นเงินยังไหลเข้าตลาดหุ้น

05 เม.ย. 59 | 03:58 น.
อัปเดตล่าสุด :05 เม.ย. 59 | 10:56 น.
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยชี้ในระยะสั้นยังมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนและแข็งสลับกัน  แนะนักลงทุนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นางวรวรรณ  ธาราภูมิ  นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO)  เปิดเผยว่า ในระยะสั้นยังมีเงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ค่าเงินจะมีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง  ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่าสลับกัน  ดังนั้น  นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังต้องติดตามเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า  จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังต้องได้รับแรงกระตุ้น

ทั้งนี้  ผลการดำเนินงานของ AIMC ในช่วงที่ผ่านมานั้น  ได้จัดทำแผนพัฒนาตลาดทุนกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  ,ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ,สำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือ (สศค.) และทุกสมาคมที่เป็นสมาชิกของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  เพื่อให้ประเทศมีแผนพัฒนาตลาดทุนที่เป็นธรรม  โดยมุ่งเป้าหมายผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างตลาดทุนอื่นๆ กับระบบเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

นอกจากนี้ยังได้ผลักดันให้มีกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินทุนไว้ดำรงชีพในวัยเกษียณ  รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม  และยังสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกเข้าแนวร่วมโครงการต่อต้านคอร์รัปชั่นจากสมาชิก 25 ราย  เป็นสมาชิกที่ประกาศเจตนารมย์เข้าร่วม 24 ราย  จนขณะนี้ได้รับการรับรอง CAC  แล้ว 16 ราย

นางภัทธีรา  ดิลกรุ่งธีระภพ  นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวว่า สมาคมได้ให้ความสำคัญกับงานหลัก 3 ด้าน  ได้แก่  1.การพัฒนาและยกระดับบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์โดยเฉพาะผู้แนะนำการลงทุนทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค  ให้สามารถเป็นผู้วางแผนการลงทุนที่สามารถให้คำแนะนำลูกค้า เกี่ยวกับประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น  และเพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงดีขึ้น   2.การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้า  และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงาน  ซึ่งรวมถึงการวางแผนงานให้บริษัทสมาชิกเตรียมความพร้อมและพัฒนา  เพื่อรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิตอล (Digital) และ3.การให้บริการและดูแลทรัพย์สินของลูกค้า  โดยให้สมาคมได้ออกแนวทางปฏิบัติเรื่องการรับเงินจากลูกค้า ให้มีความรัดกุมมากขึ้น  เพื่อป้องกันการผิดพลาดและปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้

ด้านนายไพบูลย์  นิลนทรางกูร  นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน  กล่าวถึงผลงานของสมาคมในปีที่ผ่านมาว่า  สมาคมได้เสนอตัวเป็นผู้จัดตั้งทีมงานทำบทวิเคราะห์หุ้นรายตัวที่มีโบรกเกอร์ทำไม่เกิน 2 แห่ง และได้เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุน  ซึ่งการสนับสนุนนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์ 2 ด้าน ได้แก่ ช่วยเพิ่มบทวิเคราะห์ให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน  และช่วยเพิ่มนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ๆจากการสร้างทีมงานของสมาคม  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังรอข้อสรุปเรื่องทุนสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์อยู่  และยินดีหากจะมีองค์กรอื่นที่ประสงค์จะให้ทุนในการก่อตั้งสถาบันวิจัย

“ปัจจุบันนักวิเคราะห์หุ้นอยู่ประมาณ 200 คน  แต่จำนวนบริษัทมีมากถึง 700 บริษัท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ  เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นการแย่งชิงตัวนักวิเคราะห์หุ้นในตลาด  ดังนั้น  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ขึ้นใหม่เพื่อให้ตอบรับความต้องการของตลาด” นายไพบูลย์ กล่าวและว่า

นายธาดา  พฤติธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในปี 2559 สมาคมฯจะยังมุ่งเน้นในการทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยต่อไป  โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่จะมีการกำหนด  Landscape และโครงสร้างพื้นฐานของตลาด  เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคให้มีการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางเกศรา  มัญชุศรี  กรรมการและผู้จัดการ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลท.มีการพัฒนาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  โดยอยู่ในระดับผู้นำกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน  ทั้งการเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาครัฐและเอกชน มีเครื่องมือสำหรับการจัดหาเงินทุนที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุน เช่น Infra Fund / REITs และ holding company อีกทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวแก่ผู้ระดมทุน  โดยพัฒนาระบบการรับหลักทรัพย์ให้รวดเร็วขึ้น  รวมถึงเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุด  จากการขยายฐานผู้ลงทุนทุกกลุ่มอย่างมีแนวทางเฉพาะเจาะจง  และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่ามาตรฐานสากลของโลก  ทั้งระบบการซื้อขายหลักทรัพย์  และระบบการชำระราคา  และรับฝากหลักทรัพย์  ส่งผลให้มูลค่าตลาดหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของไทยในปัจจุบัน ณ สิ้นมีนาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 13.73 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 100% ของจีดีพี

“ในปีที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนไทยยังระดมทุนผ่านการเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ให้ประชาชนครั้งแรก หรือ IPO สูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2558 การระดมทุนผ่าน IPO ของไทยอยู่ที่ 4,241 ล้านดอลลาร์ หรือ 130,611 ล้านบาท  รองลงมา คือ มาเลเซีย อยู่ที่ 1,337 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 878 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 341 ล้านดอลลาร์”