
สภาธุรกิจตลาดทุนชี้ระยะสั้นเงินยังไหลเข้าตลาดหุ้น
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยชี้ในระยะสั้นยังมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนและแข็งสลับกัน แนะนักลงทุนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO) เปิดเผยว่า ในระยะสั้นยังมีเงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินจะมีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่าสลับกัน ดังนั้น นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังต้องติดตามเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังต้องได้รับแรงกระตุ้น
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ AIMC ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้จัดทำแผนพัฒนาตลาดทุนกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ,ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ,สำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือ (สศค.) และทุกสมาคมที่เป็นสมาชิกของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อให้ประเทศมีแผนพัฒนาตลาดทุนที่เป็นธรรม โดยมุ่งเป้าหมายผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างตลาดทุนอื่นๆ กับระบบเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)
นอกจากนี้ยังได้ผลักดันให้มีกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินทุนไว้ดำรงชีพในวัยเกษียณ รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และยังสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกเข้าแนวร่วมโครงการต่อต้านคอร์รัปชั่นจากสมาชิก 25 ราย เป็นสมาชิกที่ประกาศเจตนารมย์เข้าร่วม 24 ราย จนขณะนี้ได้รับการรับรอง CAC แล้ว 16 ราย
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวว่า สมาคมได้ให้ความสำคัญกับงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาและยกระดับบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์โดยเฉพาะผู้แนะนำการลงทุนทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค ให้สามารถเป็นผู้วางแผนการลงทุนที่สามารถให้คำแนะนำลูกค้า เกี่ยวกับประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น และเพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงดีขึ้น 2.การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงาน ซึ่งรวมถึงการวางแผนงานให้บริษัทสมาชิกเตรียมความพร้อมและพัฒนา เพื่อรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิตอล (Digital) และ3.การให้บริการและดูแลทรัพย์สินของลูกค้า โดยให้สมาคมได้ออกแนวทางปฏิบัติเรื่องการรับเงินจากลูกค้า ให้มีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการผิดพลาดและปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้
ด้านนายไพบูลย์ นิลนทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวถึงผลงานของสมาคมในปีที่ผ่านมาว่า สมาคมได้เสนอตัวเป็นผู้จัดตั้งทีมงานทำบทวิเคราะห์หุ้นรายตัวที่มีโบรกเกอร์ทำไม่เกิน 2 แห่ง และได้เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุน ซึ่งการสนับสนุนนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์ 2 ด้าน ได้แก่ ช่วยเพิ่มบทวิเคราะห์ให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน และช่วยเพิ่มนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ๆจากการสร้างทีมงานของสมาคม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังรอข้อสรุปเรื่องทุนสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์อยู่ และยินดีหากจะมีองค์กรอื่นที่ประสงค์จะให้ทุนในการก่อตั้งสถาบันวิจัย
“ปัจจุบันนักวิเคราะห์หุ้นอยู่ประมาณ 200 คน แต่จำนวนบริษัทมีมากถึง 700 บริษัท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นการแย่งชิงตัวนักวิเคราะห์หุ้นในตลาด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ขึ้นใหม่เพื่อให้ตอบรับความต้องการของตลาด” นายไพบูลย์ กล่าวและว่า
นายธาดา พฤติธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในปี 2559 สมาคมฯจะยังมุ่งเน้นในการทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยต่อไป โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่จะมีการกำหนด Landscape และโครงสร้างพื้นฐานของตลาด เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคให้มีการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลท.มีการพัฒนาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ในระดับผู้นำกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ทั้งการเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาครัฐและเอกชน มีเครื่องมือสำหรับการจัดหาเงินทุนที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุน เช่น Infra Fund / REITs และ holding company อีกทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวแก่ผู้ระดมทุน โดยพัฒนาระบบการรับหลักทรัพย์ให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุด จากการขยายฐานผู้ลงทุนทุกกลุ่มอย่างมีแนวทางเฉพาะเจาะจง และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่ามาตรฐานสากลของโลก ทั้งระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ และระบบการชำระราคา และรับฝากหลักทรัพย์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของไทยในปัจจุบัน ณ สิ้นมีนาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 13.73 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 100% ของจีดีพี
“ในปีที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนไทยยังระดมทุนผ่านการเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ให้ประชาชนครั้งแรก หรือ IPO สูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2558 การระดมทุนผ่าน IPO ของไทยอยู่ที่ 4,241 ล้านดอลลาร์ หรือ 130,611 ล้านบาท รองลงมา คือ มาเลเซีย อยู่ที่ 1,337 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 878 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 341 ล้านดอลลาร์”
นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO) เปิดเผยว่า ในระยะสั้นยังมีเงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินจะมีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่าสลับกัน ดังนั้น นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังต้องติดตามเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังต้องได้รับแรงกระตุ้น
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ AIMC ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้จัดทำแผนพัฒนาตลาดทุนกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ,ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ,สำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือ (สศค.) และทุกสมาคมที่เป็นสมาชิกของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อให้ประเทศมีแผนพัฒนาตลาดทุนที่เป็นธรรม โดยมุ่งเป้าหมายผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างตลาดทุนอื่นๆ กับระบบเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)
นอกจากนี้ยังได้ผลักดันให้มีกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินทุนไว้ดำรงชีพในวัยเกษียณ รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และยังสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกเข้าแนวร่วมโครงการต่อต้านคอร์รัปชั่นจากสมาชิก 25 ราย เป็นสมาชิกที่ประกาศเจตนารมย์เข้าร่วม 24 ราย จนขณะนี้ได้รับการรับรอง CAC แล้ว 16 ราย
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวว่า สมาคมได้ให้ความสำคัญกับงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาและยกระดับบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์โดยเฉพาะผู้แนะนำการลงทุนทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค ให้สามารถเป็นผู้วางแผนการลงทุนที่สามารถให้คำแนะนำลูกค้า เกี่ยวกับประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น และเพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงดีขึ้น 2.การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงาน ซึ่งรวมถึงการวางแผนงานให้บริษัทสมาชิกเตรียมความพร้อมและพัฒนา เพื่อรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิตอล (Digital) และ3.การให้บริการและดูแลทรัพย์สินของลูกค้า โดยให้สมาคมได้ออกแนวทางปฏิบัติเรื่องการรับเงินจากลูกค้า ให้มีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการผิดพลาดและปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้
ด้านนายไพบูลย์ นิลนทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวถึงผลงานของสมาคมในปีที่ผ่านมาว่า สมาคมได้เสนอตัวเป็นผู้จัดตั้งทีมงานทำบทวิเคราะห์หุ้นรายตัวที่มีโบรกเกอร์ทำไม่เกิน 2 แห่ง และได้เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุน ซึ่งการสนับสนุนนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์ 2 ด้าน ได้แก่ ช่วยเพิ่มบทวิเคราะห์ให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน และช่วยเพิ่มนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ๆจากการสร้างทีมงานของสมาคม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังรอข้อสรุปเรื่องทุนสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์อยู่ และยินดีหากจะมีองค์กรอื่นที่ประสงค์จะให้ทุนในการก่อตั้งสถาบันวิจัย
“ปัจจุบันนักวิเคราะห์หุ้นอยู่ประมาณ 200 คน แต่จำนวนบริษัทมีมากถึง 700 บริษัท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นการแย่งชิงตัวนักวิเคราะห์หุ้นในตลาด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ขึ้นใหม่เพื่อให้ตอบรับความต้องการของตลาด” นายไพบูลย์ กล่าวและว่า
นายธาดา พฤติธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในปี 2559 สมาคมฯจะยังมุ่งเน้นในการทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยต่อไป โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่จะมีการกำหนด Landscape และโครงสร้างพื้นฐานของตลาด เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคให้มีการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลท.มีการพัฒนาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ในระดับผู้นำกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ทั้งการเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาครัฐและเอกชน มีเครื่องมือสำหรับการจัดหาเงินทุนที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุน เช่น Infra Fund / REITs และ holding company อีกทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวแก่ผู้ระดมทุน โดยพัฒนาระบบการรับหลักทรัพย์ให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุด จากการขยายฐานผู้ลงทุนทุกกลุ่มอย่างมีแนวทางเฉพาะเจาะจง และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่ามาตรฐานสากลของโลก ทั้งระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ และระบบการชำระราคา และรับฝากหลักทรัพย์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของไทยในปัจจุบัน ณ สิ้นมีนาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 13.73 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 100% ของจีดีพี
“ในปีที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนไทยยังระดมทุนผ่านการเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ให้ประชาชนครั้งแรก หรือ IPO สูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2558 การระดมทุนผ่าน IPO ของไทยอยู่ที่ 4,241 ล้านดอลลาร์ หรือ 130,611 ล้านบาท รองลงมา คือ มาเลเซีย อยู่ที่ 1,337 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 878 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 341 ล้านดอลลาร์”






