
ไทยเที่ยวไทย สู้ศึกโคโรนา ต่างชาติติดลบครั้งแรกรอบ6ปี
ขับเคลื่อนไทยเที่ยวไทยลดผลกระทบจีนชัตดาวน์ ททท.ลดเป้าต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 36 ล้านคน ติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปี ผนึกเอกชนส่งเสริมการขาย Flash Sale เสริมสภาพคล่องธุรกิจ ด้านสทน.จ่อผุดแพ็กเกจช็อกโลกดึง 2-5 หมื่นคนเที่ยวในประเทศ
วิกฤติโคโรนาเป็นตัวแปรหลักที่ฉุดรั้งให้การท่องเที่ยวของไทยในปี 2563 กำลังจะติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับจากเหตุรัฐประหารในไทยเมื่อปี 2557 และหนักหนาสาหัสกว่าตอนเกิดโรคซาร์สในปี 2546 หลายเท่า วันนี้ไม่เพียงการชัตดาวน์ของจีนที่ทัวร์หายไป 100% เท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวชาติอื่นต่างก็ชะลอการเดินทางมาเที่ยวไทยเช่นกัน ไม่พ้นแม้แต่นักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งขึ้นชื่อว่าไม่เคยวิตกกับสถานการณ์ใดๆ ก็ยังกลัวโคโรนา จนเลื่อนการเดินทางออกไปแล้วหลายกรุ๊ป ส่งผลกระทบธุรกิจท่องเที่ยวเป็นโดมิโน
ต่างชาติเหลือ36ล.คน
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ปรับลดเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2563 ใหม่ โดยลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 36 ล้านคน ติดลบ 9.5% สร้างรายได้ 1.78 ล้านล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ที่มีต่างชาติเที่ยวไทย 39.77 ล้านคน สร้างรายได้ 1.96 ล้านล้านบาท
โดยประเมินว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปราว 4.8 ล้านคน หากเทียบกับคาดการณ์แนวโน้มก่อนหน้านี้ที่คาดไว้เมื่อปลายปีที่แล้วก่อนเกิดไวรัสโคโรนาว่าจะมีนักท่องเที่ยว 40.78 ล้านคน และหายไปจากเป้าหมายเดิมที่ททท.วางไว้ตั้งแต่กลางปี 2562 ร่วม 6.25 ล้านคน จากเป้าหมายที่วางไว้ 42.25 ล้านคน ส่วนการเดินทางเที่ยวในประเทศททท.ยังคงเป้าหมายไว้ตามคาดการณ์แนวโน้มเดิมคืออยู่ที่ 172 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%
อย่างไรก็ตามการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้เป้าหมายการสร้างรายได้ท่องเที่ยวโดยรวมของไทยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.91 ล้านล้านบาท ติดลบ 3.4% ลดลงจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 3.06 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รายได้หายไป 2.7 แสนล้านบาท หากเทียบกับคาดการณ์แนวโน้มที่ควรจะได้อยู่ที่ 3.18 ล้านล้านบาท และหายไปกว่า 6.4 แสนล้านบาท หากเทียบกับเป้าหมายเดิมที่ททท.วางไว้ที่ 3.55 ล้านล้านบาท ดังนั้นในขณะนี้ททท.และภาคเอกชนอยู่ระหว่างวางแผนขับเคลื่อนไทยเที่ยวไทย และหาตลาดอื่นมาชดเชย เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าการปรับลดเป้าหมายของททท.เป็นไปตามการประเมินว่าโคโรนาจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการท่องเที่ยวของไทย และพิจารณาจากประสบการณ์รับมือในช่วงโรคซาร์ส ทำให้ททท.คาดว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 36 ล้านคน น้อยกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ที่ปกติจะเพิ่มขึ้นปีละ 2 ล้านคน ซึ่งก็สอดคล้องกับสมมติ ฐานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่คาดการณ์ผลกระทบ ในกรณีเลวร้ายสุดว่าหากจีนห้ามเดินทางตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2563 นักท่องเที่ยวจะหายไปราว 5.21-7.07 ล้านคน สูญรายได้ 2.4-3.2 แสนล้านบาท
รอครม.หนุนงบ500ล.
สำหรับการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น หลักๆ ททท.จะโฟกัสใน 3 เรื่อง คือ 1. การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ 2. การกระตุ้นให้คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ และ3. การหาตลาดอื่นเข้ามาชดเชยจีนที่หายไป โดยส่วนหนึ่งก็จะใช้งบของททท.ในการดำเนินการและรอการพิจารณางบกระตุ้นตลาดอีก 500 ล้านบาท ที่หากได้เข้ามาเสริมก็จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ราว 1 ล้านคน
“ขณะนี้ครม.เศรษฐกิจได้อนุมัติงบกระตุ้นตลาด 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขอใช้งบกลางปี 2563 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายใน 3 เรื่องหลักดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ คาดว่าจะเสนอครม.พิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า”
ส่วนการทำตลาดต่างชาติ ททท.กำลังรอดูสถานการณ์การควบคุมไวรัสโคโรนา ถ้าดีขึ้น ทันกับช่วงครบรอบ 60 ปีของททท.ในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ททท.ก็มีแผนจัดเมกะแฟมทริป ดึงเอเยนต์ ทัวร์และสื่อมวลชนจากทั่วโลกรวม 600 รายมาทัศนศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวในไทย
Sale เสริมสภาพคล่อง
การกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวท่ามกลางภาวการณ์เช่นนี้ ซึ่งในขณะนี้ททท.อยู่ระหว่างการร่วมมือกับเอกชน ในการจัดการส่งเสริมการขายในลักษณะ Flash Sale “บอกรัก เมืองไทย” โดยจะร่วมกับผู้ประกอบการออกบูธนำเที่ยวแคมเปญพิเศษ ซึ่งจะมีการจัดงานในหลายครั้งตลอดทั้งปี
โดยหลายโรงแรมก็สนใจที่นำเวาเชอร์ห้องพักราคาพิเศษมาร่วมขาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคใต้ เช่น กระบี่ พังงา ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งจะเริ่มจากการออกบูธขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวในเมืองหลักด้านการท่องเที่ยวก่อน เพราะได้รับผลกระทบมาก รวมทั้งยังจะเน้นให้คนไทยเดินทางภายในภูมิภาคเน้นการเดินทางระยะใกล้ไม่เกิน 300 กิโลเมตร ททท.จะเน้นกระตุ้นให้เกิดความถี่ในการเดินทางข้ามจังหวัดให้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้การกระตุ้นไทยเที่ยวไทย จะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมหรือสงกรานต์ไปแล้ว เนื่องจากหากมาเริ่มขายในช่วงนี้ เชื่อว่าจากบรรยากาศคนยังกลัวไวรัสโคโรนา ก็คงไม่อยากเดินทางเที่ยวในช่วงนี้ ซึ่งต้องรอสักระยะหนึ่งพร้อมๆ กับสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยเที่ยว ก็คาดว่าคนไทยน่าจะกลับมาเร็วกว่าตลาดต่างชาติ
ขายผ่านทัวร์ โรงแรมลด 50 %
ด้านนายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า สทน.ได้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐราว 50 ล้านบาทผ่านการใช้งบกลางปี 2563 เพื่อกระตุ้นไทยเที่ยวไทยผ่านบริษัทนำเที่ยวในอีก 2-3 เดือนนี้ ภายใต้ชื่อโครงการ “เสน่ห์เมืองไทยไม่ไปไม่รู้” ซึ่งผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการให้ราคาพิเศษ เพื่อนำมาจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวขาย ที่จะเป็นแพ็กเกจราคาช็อกโลก
โดยโรงแรมจะให้ราคาลด 50% และจะมีการหารือกับสายการบินต่างๆ ที่ได้รับการลดภาษีนํ้ามันอากาศยานแล้ว ให้มาสนับสนุนตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ รถเช่าก็พร้อมให้ราคาพิเศษเพราะไม่มีงานวิ่งช่วงนี้ เบื้องต้นโครงการนี้จะมีทั้งหมด 20 เส้นทาง 50 แพ็กเกจ
คาดว่าในช่วง 3 เดือนของการกระตุ้น จะเกิดการเดินทางผ่านโครงการนี้ 2-5 หมื่นคน ส่วนกลุ่มเป้าหมายก็มีทั้งผู้สูงอายุ รัฐวิสาหกิจต่างๆ และประชาชนทั่วไป ประกอบกับคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศลดลง ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เที่ยวในประเทศได้
นายชูชาติ ทองคำ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย กล่าวว่า ทางออกที่พอจะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้บ้าง คือ ผลักดันให้คนไทยเที่ยวในประเทศ และปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดินทางเที่ยวโดยให้บริษัทนำเที่ยวเป็นคนออกใบเสร็จให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปเบิก ก็จะทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งโรงแรม รถบัส บริษัทนำเที่ยว ได้รับอานิสงส์ต่อเรื่องนี้ และทำให้เกิดการเบิกจ่ายที่ถูกต้องด้วย
ธุรกิจร้านอาหารอ่วม
นายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร Chairman & Founder เผยว่า ไวรัสโคโรนาส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าตกลงมา 20-30% ขณะที่ในแหล่งท่องเที่ยวที่พึ่งพิงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก อย่าง ตลาดนัดสวนจตุจักร หรือยูเนี่ยน มอลล์ ยอดขายหดตัวลง 70-80%
ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวในเรื่องของกลุ่มลูกค้าที่ต้องมีหลากหลายไม่อาศัยเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ โดยปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาที่หลากหลาย อาจจะมีการลดสเกลของสาขาลง เพื่อกระจายสาขาให้ครอบคลุมในหลากหลายกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3548 วันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2563






