
‘กรีนลาเท็กซ์’เด้งรับ ตลาดที่นอนยางพาราโต
“กรีน ลาเท็กซ์” สบช่องตลาดที่นอนยางพาราฮิต จัดทัพส่ง 2 แบรนด์ใหม่ “สลีปลาเท็กซ์ -เรซซ์เอ็นโก” เจาะฐานลูกค้ากระเป๋าหนัก ก่อนสยายปีกเติบโตในต่างประเทศ มั่นใจสิ้นปีโกยยอดขายโต 30%
นางจิรวดี อังศุมาลิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลาเท็กซ์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องนอนยางพาราแบรนด์ “กรีนลาเท็กซ์” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากแนวโน้มการเติบโตในตลาดที่นอนยางพาราที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นไปทั่วโลก ทำให้บริษัทเริ่มปรับยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานเชิงรุกมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยในส่วนของตลาดในประเทศจะให้ความสำคัญกับการผลักดันแบรนด์ “กรีน ลาเท็กซ์” ให้เป็นแบรนด์หลัก และจะสร้างซับแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยล่าสุดได้เตรียมผลักดันแบรนด์สลีปลาเท็กซ์ (Sleep Latex) ที่ทำตลาดมาแล้ว 3 ปี ให้เป็นที่รู้จักในตลาดมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวแบรนด์เรซซ์เอ็นโก (Rezz n Go) ที่เข้ามารุกตลาดเพิ่มเติมในปีนี้ โดยจะเน้นเจาะตลาดฟังก์ชันคุณสมบัติการใช้งาน
ล่าสุดได้เปิดตัว 2 คอลเลกชันใหม่ภายใต้แบรนด์เรซซ์ เอ็น โก ได้แก่ “เพ็ตเลิฟเวอร์คอลเลกชัน” จับกลุ่มลูกค้าที่มีสัตว์เลี้ยง ออกมารุกตลาดทั้งในกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ และคอลเลกชัน “กูดไนต์บ็อกซ์” เป็นคอลเลกชันที่นำเอาที่นอนที่ดีที่สุด 2 รุ่นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ และปวดเมื่อยหลังเวลานอนมารวม กันแล้วออกแบบใหม่ชื่อ รุ่นยูนิโต้ และรุ่นเพอร์เฟกโต้
ขณะที่ตลาดต่างประเทศบริษัทก็จะยังคงมองหาโอกาสทางการเติบโตใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) เพื่อสร้างโอกาสทางการเติบโตจากที่ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายหลักในต่างประเทศมาจากจีน 80% พร้อมกันนี้ยังได้ลงทุนแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่ 20 ไร่ ที่โรงงานนวนคร เพื่อรองรับการขยายตลาดของบริษัทในอนาคต โดยมีกำลังการผลิตที่นอนประมาณ 8,000 หลังต่อวัน และกำลังผลิตหมอนประมาณ 1 หมื่นชิ้นต่อวัน จากการผลิต 24 ชั่วโมง
“ในส่วนของตลาดต่างประเทศแม้บริษัทให้ความสำคัญกับการทำตลาดแบบโออีเอ็ม แต่ทว่าในส่วนของตลาดประเทศเพื่อนบ้านนั้นบริษัทจะเน้นขยายตลาดภายใต้แบรนด์กรีนลาเท็กซ์มากกว่าเนื่องจากมีความได้เปรียบเรื่องความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายที่จะเติบโต 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,300 ล้านบาท พร้อมทั้งมั่นใจว่าจากการเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกเพิ่มมากขึ้นมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายในประเทศเป็น 20% และต่างประเทศ 80% จากปีที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนยอดขายมาจากในประเทศ 10% และต่างประเทศ 90%
หน้า 30 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3514 ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2562






